เอ็มมานูเอล มาครอง


พลวัตปี 2017 : วิษณุ โชลิตกุล

ผู้สมัครสายกลางพรรคอิสระ และเป็นอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจของรัฐบาลฝรั่งเศส ใต้ประธานาธิบดีฟรองซัวร์ ออร์ลอง ที่ไม่มีนโยบายหาเสียงอะไรโดดเด่นเลย นอกจากบุคลิกที่บ่งบอกเดินทางสายกลาง ไม่เอียงซ้ายหรือขวามากเกินและนิยมแนวทางโลกาภิวัตน์มากกว่าชาตินิยมเข้มข้น ได้รับคะแนนนิยมอันดับหนึ่ง แต่ไม่เด็ดขาด ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบ 2

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้สมัครประธานาธิบดีที่ไม่มีนโยบายหาเสียงอะไรโดดเด่นจะได้รับเลือกตั้งในฝรั่งเศส เพราะยามนี้ ฝรั่งเศสได้พ้นจากยุคของการเมืองแบบอุดมการณ์เข้มข้นไปแล้ว และประธานาธิบดีออร์ลอง ซึ่งมาจากพรรคสังคมนิยมฝรั่งเศส ก็ไม่มีนโยบายหาเสียงที่โดดเด่นอะไรเลยเช่นกัน

ไม่ว่าทิศทางการเมืองฝรั่งเศสในอนาคตจะเป็นเช่นไร แต่เสียงขานรับของตลาดหุ้นวานนี้ในยูโรโซนต่อชัยชนะของนายมาครองก็ดู “เหนือจริง” ยิ่งนัก

ดัชนีตลาดหุ้นฟรังก์เฟิร์ต หรือ DAX บวกเกือบ 400 จด ส่วนดัชนีตลาดหุ้นปารีส CAC40 ทะยานขึ้น 4.5% ในการซื้อขายวานนี้ แตะระดับ 5,289 จุด ทำนิวไฮรอบเกือบ 10 ปี นับตั้งแต่ต้นปี ค.ศ. 2008 จากปัจจัยที่อธิบายว่า ตลาดคลายความวิตกกังวลว่า ฝรั่งเศสจะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป

ดัชนีดาวโจนส์ล่วงหน้าพุ่งกว่า 200 จุดค่ำวานนี้ ขานรับการที่นายมาครอง ชนะการเลือกตั้งรอบแรก เพราอ้างว่าช่วยให้ตลาดคลายความวิตกกังวลว่า ฝรั่งเศสจะถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป ขณะที่ราคาทองคำแท่ง และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวลง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 10 ปี ดีดตัวสู่ระดับ 2.305% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลประเภทอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 2.948%

การฉลองที่เกินจริงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากรู้ผลเบื้องต้นว่า นายมาครอง และนางมารีน เลอ แปง ผู้สมัครจากพรรค National Front (FN) เป็น 2 ผู้สมัครที่มีคะแนนสูงสุด ลอยลำเข้าสู่การเลือกตั้งรอบ 2 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 7 พฤษภาคม โดย นายมาครองมีคะแนนนำเป็นอันดับ 1 ที่ 23.87% ขณะที่นางเลอ แปงได้คะแนนเป็นอันดับ 2 ที่ 21.43%ในขณะที่คนอื่นๆ มีนายฟรองซัวส์ ฟียง อดีตนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ตามมาเป็นอันดับ 3 ที่ 19.94% นายฌอง ลุค เมลองชอง ผู้มีแนวคิดฝ่ายซ้าย อยู่อันดับ 4 ที่ 19.60% และนายเบอโนต์ แฮมมอน อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 5 ที่ 6.35%

การลงคะแนนรอบ 2 ในวันที่ 7 พฤษภาคม จะมีผู้ชนะเพียงคนเดียวจาก 2 คนที่ชิงชัย ขึ้นไปนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีฝรั่งเศสนาน 7 ปี ปรากฏว่า มีผลการสำรวจของหลายสำนักสำรวจคะแนนนิยม พบว่า นายมาครองจะชนะนางเลอ แปง ด้วยคะแนน 66% ต่อ 34% ซึ่งความเป็นไปได้มีมากขึ้นหลังจากทู้แพ้หลายคนประกาศตัวสนับสนุนนายมาครอง เพราะเป็นห่วงอนาคตของฝรั่งเศสและเสถียรภาพของสหภาพยุโรป

ความพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่า การเลือกตั้งฝรั่งเศสประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบนี้ เป็นการตัดสินใจของ ทางเลือกแค่ 2 ทาง ระหว่างโลกาภิวัตน์ กับกระแสชาตินิยม ไม่ใช่เรื่องใหม่ สำหรับกากเมืองร่วมสมัยที่ไม่มีอุดมการณ์ชี้นำชัดเจนแบบในอดีต

นักการเมืองเลือดใหม่ของฝรั่งเศสปัจจุบันที่เข้าสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี มีพรรคการเมืองใหญ่หนุนหลังไม่มากนัก ตัวอย่าง นายมาครอง เป็นผู้สมัครอิสระที่มีอายุน้อยที่สุด มีปูมหลังเป็นอดีตนายธนาคารและรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจที่เมื่อ 2 ปีที่แล้วไม่เคยอยู่ในสายตาของใครต่อใคร ได้นำเสนอนโยบายด้วยมุมมองทางการเมืองที่แตกต่าง เสนอโครงการสร้างความก้าวหน้าในด้านต่างๆ รวมทั้งนำพาประเทศเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยนโยบายที่คลุมเครือว่า “ต้องการให้ทุกคนมีที่ยืนทั้งในประเทศของตัวเอง และในยุโรป”

ขั้วตรงกันข้าม นาง มารีน เลอ แปง วัย 48 ปี มีแนวทางต่อต้านการเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปแบบหัวชนฝา อุปมาตนเองเป็น “ผู้สมัครของประชาชน” ได้ให้คำมั่นกับชาวฝรั่งเศสว่า จะปกป้องพวกเขาจาก “โลกาภิวัฒน์อันป่าเถื่อน” และรักษาไว้ซึ่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ความมีเสถียรภาพ วัฒนธรรม ความมั่งคั่ง และเอกราชของประเทศ ผ่านนโยบายต่อต้านยุโรป (ได้แก่ การป้องกันการอพยพของชาวต่างชาติ เพิ่มภาษีกรณีการจ้างงานต่างชาติ กลับไปใช้สกุลเงินท้องถิ่น และเรียกคืนเส้นแบ่งเขตแดนภายใน)

หลังจากทราบผลการนับคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสรอบแรก ก็ปรากฏเรื่องแทรกซ้อน จากข้อกล่าวหาที่ว่า รัสเซียได้เข้าแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งในฝรั่งเศส ทำให้ทางการรัสเซียโดยโฆษกทำเนียบเครมลินออกมาแถลงว่า รัสเซียไม่ได้เข้าแทรกแซงการเลือกตั้งในประเทศอื่น โดยเฉพาะการเลือกตั้งฝรั่งเศสรอบแรก และไม่ได้ลักลอบเจาะข้อมูลเกี่ยวกับกองทัพเดนมาร์ก

สำหรับตลาดหุ้นไทย วานนี้ ตลาดเมินเฉยต่อการเลือกตั้งในยุโรป แต่ให้ความสำคัญกับปัญหาเฉพาะหน้าในตลาดไทยเองโดยเฉพาะเรื่องการขึ้น XD ของหุ้นใหญ่สำคัญอย่างธนาคารหลายรายการ แล้วยังเพิกเฉยต่อข่าวดีเรื่องของรายงานตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทย โดยยอดส่งออกและนำเข้าเดือนมีนาคม ขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในอัตราสูงถึง 9.2% และ 19.3% ตามลำดับ สะท้อนแรงส่งของการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งกว่าคาด

อารมณ์ของตลาดหุ้นไทยยามนี้ ถือว่าค่อนข้างแปลกแยกจากสถานการณ์ภายนอกประเทศเป็นพิเศษ ต่างจากคนในยุโรปอย่างมาก

Back to top button