ชอบรุมกินโต๊ะ

*หลังจาก “โมนิก้า” เฝ้าดูพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันมาพักใหญ่ ๆ ในที่สุดก็ได้รับคำตอบด้วยตัวเองว่า พวกที่มักมีพฤติกรรมชอบรุมกินโต๊ะเป็นประจำ จนทำให้ดัชนีจวนเจียนจะหลุด  1,500 จุดอยู่รอมร่อ และมีสิทธิ์ไหลลงไปทดสอบแนวรับสำคัญที่บริเวณ 1,480 จุดในไม่ช้า เพราะเหตุผลของการสาดหุ้นในช่วงหลัง ๆ ล้วนพุ่งเป้าไปที่เรื่องทำรอบมากกว่าสิ่งดี ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตพะยะค่ะ


เจาะกระดาน : โมนิก้าและทีมงาน

*หลังจาก “โมนิก้า” เฝ้าดูพฤติกรรมของนักลงทุนสถาบันมาพักใหญ่ ๆ ในที่สุดก็ได้รับคำตอบด้วยตัวเองว่า พวกที่มักมีพฤติกรรมชอบรุมกินโต๊ะเป็นประจำ จนทำให้ดัชนีจวนเจียนจะหลุด  1,500 จุดอยู่รอมร่อ และมีสิทธิ์ไหลลงไปทดสอบแนวรับสำคัญที่บริเวณ 1,480 จุดในไม่ช้า เพราะเหตุผลของการสาดหุ้นในช่วงหลัง ๆ ล้วนพุ่งเป้าไปที่เรื่องทำรอบมากกว่าสิ่งดี ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตพะยะค่ะ

*ยิ่งมองท่วงทำนองที่ใช้อ้างเพื่อขายหุ้นทิ้ง ล้วนพุ่งเป้าไปที่ความผิดหวังที่มีต่องบล่าสุด ยิ่งเป็นการย้ำหัวหมุดการลงทุนต่อจากนี้จะโดนจัดหนักเป็นช่วง ๆ เพราะการขึ้นเที่ยวนี้ถูกจุดพลุด้วยเรื่องผลงานดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่เอาเข้าจริงผลงานกลับออกมาไม่ดีเหมือนที่คาดการณ์ไว้ “โมนิก้า” ถึงมองว่า ตลาดหุ้นไทยจะโดนเล่นด้วยเรื่องแบบนี้อีกระยะหนึ่ง จึงไม่วอร์รี่หากดัชนีจะแกว่งตัวผันผวนต่อไปอีกระยะหนึ่งนะคะ

*ฉะนั้นการที่ดัชนียืนปิดที่ระดับ 1,501.62 จุด บวกไป 3.74 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 8.27 หมื่นล้านบาท น่าจะเป็นแพตเทิร์นเดิม ที่เคยเห็นในช่วงหุ้นโดนทุบหนัก ถัดมาอีกวันก็ทำทีเหมือนพยายามดันกลับอย่างเต็มที่ โดยคีย์หลักของเรื่องราวทั้งหมดขึ้นอยู่กับท่าทีของ “กองทุน”  “ฝรั่ง” และ “พร็อพเทรด” จะเลือกอยู่ฝั่ง “ซื้อ” หรือ “ขาย” ซึ่งเมื่อใดที่นักเล่นทั้ง 3 กลุ่มเห็นพ้องไปในทางเดียวกัน..มันจะเถิดเถิงเป็นอย่างมากเจ้าค่ะ

*เรื่องนี้ดูได้จากการขยับตัวของหุ้นร้อน KCE พร้อมด้วยคำถามมากมายก่ายกอง และหนึ่งในนั้นก็คือ P/E ปาเข้าไป 65 เท่า แต่วานนี้หุ้นยังขยับขึ้นมาปิดที่ 58 บาท บวกไป 3.50 บาท หรือขึ้นไป 6.40% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.22 พันล้านบาท  “โมนิก้า” มองเป็นเกมเสี่ยงที่นักเล่นต้องไตร่ตรองดูให้ดีเสียก่อน เพราะช่วงพีกสุดของกำไรเกิดขึ้นในปี 60 ซึ่งทำกำไรกว่า 2.40 พันล้าน และราคาหุ้นยืนอยู่แถว 65 บาท ขณะที่งวด 9 เดือนปี 63 กำไรแค่ 750 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นห้อตะบึงมาขนาดนี้..เว่อร์ไปปะลูกพี่ !

*เช่นเดียวกับหุ้น ยางมะตูม..อุ๊ย..ยางมะตอย TASCO เด้งขึ้น..เด้งลง ก่อนจะมาปิดที่ 21.90 บาท บวกไป 0.60 บาท หรือขึ้นไป 2.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.24 พันล้านบาท กลายเป็นอีกหนึ่งช็อตที่ทำให้ “โมนิก้า” เกิดความรู้สึกแหยงในใจตลอดเวลา เพราะของมันเห็นกันอยู่ทนโท่เกี่ยวกับแหล่งน้ำมันดิบที่จะเอามาใช้ยังลอยไปลอยมา รวมทั้งบางกระแสก็พูดถึงความมั่นคงของกำไรในปี 64 จึงขอ บ๊าย..บาย ดีกว่า..555

*หุ้นอีกหนึ่งตัวที่ต้องขอมองข้ามไปจนกว่าโควิดจะซาลง “โมนิก้า” ขอมองไปที่หุ้นรถไฟใต้ดิน BEM เป็นรายถัดไปในทันที เพราะของมันเห็นกันเต็มสองลูกตาว่า ปีที่ผ่านมาไม่ใช่ปีที่ดี และในปีนี้ก็คงไม่ดีอีกเช่นกัน จึงมองอาการที่ซึมลงมาเรื่อย ๆ เป็นจังหวะที่นักเล่นต้องถอยร่น พร้อมกับฟันธงลงไปทันทีว่า การลงมายืนปิดที่ 8.15 บาท ลบไป 0.10 บาท หรือลงไป 1.20% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 473 ล้านบาท ไม่ควรเสี่ยง..ไม่เชื่อลองถาม เสี่ย ย. ดูซิค่ะ

*ส่วนรายที่ไม่ต้องถามใครทั้งนั้นคงมองไปที่ JR  เพราะคนในวงการเขารู้ว่า ของเขาดี ! แถมยังมีข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างแพร่หลายว่า 3 ปีต่อจากนี้จะโตไม่หยุด “โมนิก้า” จึงไม่เคยมีคำถามในใจต่อการขึ้นมาปิดที่ 8.70 บาท บวกไป 0.40 บาท หรือขึ้นไป 4.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 342 ล้านบาท เพราะราคาเป้าหมายที่ค่ายใหญ่ ๆ มองไว้อยู่แถว 12 บาทเป็นทุนตั้งต้น..งานนี้บอกได้คำเดียวว่า เฮียแกะการันตีคุณภาพนะยะ !

*คล้ายคลึงกับในรายของ RBF อย่างไรอย่างนั้นเลย เพราะมองในมุมของการเติบโตก็มีเรื่องให้ติดตามเยอะแยะไปหมด หรือมองในมุมของพาร์ตเนอร์ก็เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นสุด ๆ วานนี้ถึงมีมือดีเข้ามาไล่ราคาหุ้นอย่างดุเดือด จนราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาปิดที่ 10.50 บาท บวกไป 0.65 บาท หรือขึ้นไป 6.60% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 495 ล้านบาท กลายเป็นช็อตที่ทำให้รู้ว่า เป้าหมายบริเวณ 12 บาทไม่ไกลเกินเอื้อมนะจะบอกให้

*ส่วนม้านอกสายตาที่น่าติดตามคงให้น้ำหนักไปที่ CWT หลังประกาศกร้าวตั้งแต่หัววันว่า ปีนี้จะโตสุด ๆ จากธุรกิจเบาะหนัง ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจอีวี ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมบริษัทครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้ราคาหุ้นไต่ระดับขึ้นมาเรื่อย ๆ จนวานนี้ขึ้นมาทำ new high ในรอบ 2 ปีครึ่ง ด้วยการยืนปิดที่ระดับ 3.66 บาท บวกไป 0.32 บาท หรือขึ้นไป 9.60% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 86 ล้านบาทสบาย ๆ แบบนี้..คุณน้องวีระพลคอนเฟิร์มเจ้าค่ะ

Back to top button