INTUCH ปันผลเด่น


คุณค่าบริษัท

มีการวิเคราะห์กันว่า บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH ยังคงความสามารถทำกำไรในปี 2564 ทรงตัวในระดับใกล้เคียงกับปี 2563 เนื่องจากกำไรของบริษัทเกือบ 100% จะมาจากส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทลูก ADVANC ซึ่งตั้งเป้ารายได้และ EBITDA จะเติบโตในระดับ low single digit บวกกับการตัดค่าเสื่อมโครงข่าย 3G ส่วนใหญ่ได้หมดไปแล้วในปี 2563 และส่วนที่เหลือจะหมดในปี 2564 สามารถชดเชยการตัดจำหน่ายค่าคลื่น 70 เมกะเฮิรตซ์ และ 2.6 กิกะเฮิร์ทซ์ ที่จะรับมอบในปีนี้

รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขยายโครงข่าย 5G บนคลื่นความถี่ต่าง ๆ ขณะที่เชื่อว่า THCOM จะยังสร้างกำไรในปี 2564 ได้แม้จะลดลงจากปี 2563 และหลังหมดอายุสัมปทานปี 2564 จะสามารถดำเนินธุรกิจดาวเทียมต่อได้ จากการเป็นพันธมิตรกับ CAT รวมถึงการได้รับอนุญาตให้ยิงดาวเทียมดวงใหม่ ๆ มาทดแทน นอกจากนี้ยังคาด INTUCH จะมีกำไรเพิ่มเติมเข้ามาจากธุรกิจกลุ่มทุนใหม่ ๆ ที่ทยอยเริ่มสร้างกำไรแล้ว

ส่วนผลการดำเนินงานงบปี 2563 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 บริษัทมีรายได้รวมลดลงเหลือ 15,679.97 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน 17,530.95 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 11,048 ล้านบาท หรือ 3.45 บาทต่อหุ้น ทรงตัวจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 11,083 ล้านบาท หรือ 3.46 บาทต่อหุ้น

โดยส่วนใหญ่เป็นผลจากการลดลงของส่วนแบ่งผลกำไรจากธุรกิจโทรคมนาคมไร้สายภายในประเทศ ซึ่งดำเนินงานโดย ADVANC เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว จากผลกระทบของโรคโควิด-19 การแข่งขันเพื่อแย่งชิงลูกค้าสูงขึ้น รวมทั้งรายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวหดตัวลง

นอกจากนี้ ADVANC ยังคงมีการลงทุนต่อเนื่อง ส่งผลให้ลดได้เพียงค่าใช้จ่ายทางการตลาดและการดำเนินงาน ขณะที่ส่วนแบ่งผลการดำเนินงานจากธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งดำเนินงานโดย THCOM เพิ่มขึ้นจากปีก่อน เนื่องจากในปี 2563 มีการรับรู้รายได้จากเงินชดเชยเป็นรายได้อื่น จำนวนรวม 621 ล้านบาท และในปีก่อนที่มีผลขาดทุนจากการด้อยค่าดาวเทียมเป็นหลัก

สรุปได้แม้ส่วนแบ่งกำไรจาก ADVANC จะลดลง 10% แต่ชดเชยได้จากธุรกิจ THCOM ที่พลิกฟื้นกลับมากำไร และค่าใช้จ่ายส่วนกลางของ INTUCH ลดลง 27% จากการควบคุมรายจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด สำหรับงวดผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-31 ธ.ค. 2563 ในอัตรา 1.35 บาทต่อหุ้น คิดเป็นเงินประมาณ 4,329 ล้านบาท โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล หรือขึ้นเครื่องหมาย (XD) วันที่ 22 ก.พ. 2564 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 เม.ย. 2564

ผลดังกล่าว บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ คงราคาเป้าหมายที่ 70 บาท ยืนยันคงคำแนะนำ “ซื้อ” และเลือกเป็น 1 ในหุ้น Top pick กลุ่ม ICT

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

  1. SINGTEL GLOBAL INVESTMENT PTE. LTD. 673,348,264 หุ้น 21.00%
  2. บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด 517,091,460 หุ้น 16.13%
  3. บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) 256,287,400 หุ้น 7.99%
  4. THE HONGKONG AND SHANGHAI BANKING CORPORATION LIMITED 166,753,460 หุ้น 5.20%
  5. SOUTH EAST ASIA UK (TYPE C) NOMINEES LIMITED 75,690,674 หุ้น 2.36%

รายชื่อกรรมการ

  1. นายวิรัช อภิเมธีธำรง ประธานคณะกรรมการ
  2. นายเอนก พนาอภิชน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กรรมการ
  3. น.ส.จีน โล เงี้ยบ จง กรรมการ
  4. นายสมประสงค์ บุญยะชัย กรรมการ
  5. นายอาเธอร์ หลาน เต้า อี้ กรรมการ

Back to top button