พาราสาวะถี


อรชุน

วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาคำร้องของประธานรัฐสภาที่ส่งมาให้วินิจฉัยตามญัตติที่ ไพบูลย์ นิติตะวัน ซามูไรกฎหมายของพรรคสืบทอดอำนาจ และ สมชาย แสวงการ ส.ว.ลากตั้งตลอดกาล รวมหัวกันยื่นเพื่อให้ตีความว่ารัฐสภามีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นให้มีส.ส.ร.มาร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ ความจริงไม่จำเป็นต้องรอว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เมื่อฝ่ายส.ว.ลากตั้งส่งสัญญาณมาว่าจะล้มร่างแก้ไขในวาระ 3 ทุกอย่างก็เป็นอันจบข่าว

สิ่งที่อ้างว่าหากปล่อยให้มีการแก้ไขจะกระทบกับพระราชอำนาจของสถาบันที่อยู่ในมาตราอื่นหมวดอื่น ถือเป็นอีกหนึ่งวาระที่มีการหยิบยกเอาประเด็นของสถาบันมาเกี่ยวข้องกับทางการเมือง ทั้งที่ความจริงแล้ว การแก้ไขและยกร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาไม่ว่ายุคใดสมัยใด ก็ไม่มีใครไปแตะต้องเรื่องนี้ ทว่าในยุคของเผด็จการสืบทอดอำนาจ ดูเหมือนว่าจะมีการใช้เรื่องนี้มาเป็นเกราะป้องกันตัวเอง จนถูกมองว่าทำให้แปดเปื้อนระคายเคืองหรือดึงฟ้าต่ำ

อย่างไรก็ตาม เมื่อตั้งธงกันไว้อย่างนี้ นั่นก็หมายความว่า ขบวนการสืบทอดอำนาจมีดาบสองดาบสาม สำหรับการจะคว่ำการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจะเลือกใช้วิธีการไหนเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด มันก็คือภาพยืนยันว่ารัฐธรรมนูญที่เขียนมาเพื่อการอยู่ต่อของตัวเองและลิ่วล้อสอพลอทั้งหลาย เป็นความตั้งใจที่จะอยู่ยาว จะปล่อยให้ใครมาย่ำยีได้อย่างไร ดังนั้น ฟันธงได้ตรงนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีทางเกิดขึ้นล้านเปอร์เซ็นต์

เมื่อองคาพยพของอำนาจสืบทอดได้ทำงานเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเช่นนี้ และแสดงให้เห็นถึงความกะล่อนปลิ้นปล้อนของฝ่ายกุมอำนาจ คำถามที่สำคัญคือพรรคประชาธิปัตย์ที่เข้าร่วมรัฐบาลโดยแลกกับการที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องสังเวยตัวเองต่อการไม่เห็นด้วยกับการสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ ข้ออ้างที่ว่าต้องการเข้ามาชัตดาวน์คสช.และผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จนั้น จะหาเหตุผลใดมารองรับต่อการหน้าทนร่วมรัฐบาลต่อไป

เห็นได้ชัดว่า การประกาศเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจนั้น ก็เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น เมื่อเข้าสู่ภาคปฏิบัติแล้วได้แสดงออกถึงความตอแหลสารพัด จนนำมาซึ่งการล้มกระดาน พรรคเก่าแก่ยังจะอ้างว่าสามารถแก้ไขรายมาตราได้อย่างนั้นหรือ ในเมื่อสิ่งที่ตนเองย้ำมาตลอดคือแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีส.ส.ร.ถูกคว่ำแบบไม่ไว้หน้าแบบนี้ มันจะมีประโยชน์อะไรต่อการเล่นลิ้นอ้างแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ตัวเองอยู่ในอำนาจ

สิ่งที่อยากเห็นต่อไปนอกเหนือจากท่าทีของประชาธิปัตย์ก็คือ ท่วงทำนองของพรรคภูมิใจไทย ที่ลงทุนวอล์กเอาต์ไม่พอใจพรรคสืบทอดอำนาจที่ไม่ยอมถกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อคราวประชุมรัฐสภาสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าไม่มีเรื่องใดสำคัญเท่ากับเรื่องนี้อีกแล้ว ถ้าส.ว.อย่างหนาคว่ำร่างแก้ไขจะแก้ต่างเพื่อให้ตัวเองอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไปอย่างไร แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อนแล้วล้มกระดาน เชื่อได้เลยว่าพรรคการเมืองนี้จะอ้างได้อย่างสบายใจว่า ทำเต็มที่แล้วแต่ติดขัดข้อกฎหมาย

ความจริงก็ต้องทำใจยอมรับกันตั้งแต่ต้นแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจนั้น ไม่มีทางที่จะแก้ไขได้ หนทางเดียวคือการรัฐประหารฉีกทิ้งเท่านั้น แต่ด้วยการบริหารจัดการอำนาจและผลประโยชน์ที่ทำมาเกือบ 7 ปีแล้ว ถามว่ามันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ท้ายที่สุด จึงต้องมองไปที่การเคลื่อนไหวของขบวนการคนหนุ่มสาวในนามคณะราษฎร ความเข้มแข็งในการต่อสู้ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา จะยังคงมีพลังและขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่

เรื่องการจับกุม ไชยอมร แก้ววิบูลพันธุ์  หรือ แอมมี่ เดอะ บอตทอมบลูส์ ที่ไปวางเพลิงเผาหน้าเรือนจำกลางคลองเปรมนั้น เจ้าตัวก็รับสารภาพแล้วว่าลงมือเองและเป็นความโง่เขลา ไม่เกี่ยวกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวแต่อย่างใด อยู่ที่ว่าจะมีการหยิบยกเอากรณีนี้ไปขยายผลเพื่อทำลายกลุ่มคนเหล่านี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ทางการเมืองหลังจากนี้เชื่อได้เลยว่า ไม่น่าจะราบเรียบและผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจไม่น่าจะดวงแข็งอยู่สุขสบายเหมือนอย่างที่หมอดูบางรายทำนายไว้

เอาแค่ว่าดูสถานการณ์จัดรีแม็ตช์ เอ้ย!นัดชุมนุมอีกรอบของกลุ่มรีเดมในวันเสาร์นี้ ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนขบวนการสืบทอดอำนาจก็ประกาศนัดชุมนุมในวันเดียวกัน จากที่มีหัวเชื้อของความรุนแรงเมื่อเสาร์ที่ผ่านมา ปุจฉาตัวโตสำหรับฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็คือ ยังจะคงใช้มาตรการแบบเดิมหรือไม่ และคิดหรือไม่ว่าการกลับมารอบนี้ม็อบจะเปลี่ยนวิธีการ ยิ่งมีมือที่สามเท้าที่สี่ที่พร้อมจะทำให้เกิดเรื่อง ถ้าบริหารจัดการกันไม่ดี นี่อาจเป็นเชื้อไฟที่รอจะโหมกระพือเพื่อทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าก็เป็นได้

ระหว่างหายนะกับการอยู่รอดของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจนั้น ถือเป็นเส้นบาง ๆ เสียเหลือเกิน แม้ส่วนใหญ่จะเชื่อว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ เพราะเห็นผ่านกันมาได้ทุกครั้งทุกสถานการณ์ก็ต้องติดตามกันต่อไป แต่ที่น่าจะเบาใจได้คงเป็นเรื่องปรับครม. หลังพรรคสืบทอดอำนาจยกให้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ไปจัดการทุกอย่างแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ในฐานะที่เป็นศูนย์รวมใจของคนในพรรค นั่นจึงเป็นงานง่ายของคนพี่ใหญ่ เมื่อรู้อยู่แล้วว่าคนไหนอยากได้อะไรและควรจะดูแลกันแบบไหน

ไม่ต้องพูดถึงสองพรรคร่วมอันดับสองและสาม หลังจากผู้นำเผด็จการเรียกไปเป่ากระหม่อมเรียบร้อยแล้ว ก็เชื่องเป็นแมวเซา เพียงแต่ว่าช่วงเวลาที่เหลือในครึ่งหลังของรัฐบาลสืบทอดอำนาจนั้น หากไม่ต้องการให้เกิดแรงกระเพื่อม จำเป็นที่จะต้องลงทุนมากกว่าที่ผ่านมา ซึ่งก็เชื่อได้ว่าได้ทำไปแล้ว มิเช่นนั้น บรรดาพรรคเล็กทั้งหลายคงไม่สงบเสงี่ยมเจียมตัว และท่านผู้นำคงไม่กล้าที่จะประกาศอยากแถลงอะไรก็แถลงไป รู้กันอยู่ว่าท้าทายกับเสียงของนักเลือกตั้งนั้นอันตราย แต่คนเหล่านี้ก็เรียนรู้เร็วอดเปรี้ยวไว้กินหวานดีกว่า ถึงเวลาที่จะขอคะแนนเสียงในเรื่องสำคัญเรียกเท่าไหร่ก็ให้ ขออะไรก็ยอม นี่คือการเมืองยุคปฏิรูป

Back to top button