
พาราสาวะถี
ไม่ต้องสงสัยกันแล้วใช่ไหม ทำไมรัฐบาลอายุสั้นในนามรัฐบาลรักษาการ ถึงกล้าที่จะทำหลายเรื่องชนิดไม่สนใจใยดีความเดือดร้อนของประชาชน
ไม่ต้องสงสัยกันแล้วใช่ไหม ทำไมรัฐบาลอายุสั้นในนามรัฐบาลรักษาการ ถึงกล้าที่จะทำหลายเรื่องชนิดไม่สนใจใยดีความเดือดร้อนของประชาชน สุดท้ายทำได้ด้วยการที่ผู้นำประเทศออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว ยกมือไหว้ขอโทษประชาชน ที่ขึ้นราคาน้ำมันพรวดเดียวลิตรละ 6 บาท ส่วนมาตรการดูแลผลกระทบที่ตามมาหลังจากนั้น ก็อ้างว่ารอให้รัฐบาลอำนาจเต็มเข้ามาสานต่อและจะเร่งทำทันที โดยเฉพาะนโยบายที่ตีตั๋วจำนำไว้กับประชาชนก่อนเลือกตั้งคือ คนละครึ่งพลัส จะดำเนินการทันควันหลังจากมีรัฐบาลใหม่
ด้วยความที่มีแบ็คอัพขั้นเทพ จึงทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล กล้าที่จะมองไปถึงไทม์ไลน์เรื่องการแถลงนโยบายของรัฐบาลอำนาจเต็มต่อที่ประชุมรัฐสภาได้ แม้จะไม่ยืนยันว่าเป็นวันที่ 7-9 เมษายนนี้หรือไม่ เนื่องจาก ต้องรอให้มีการโปรดเกล้าฯ ลงมา และเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ก่อน แต่เมื่อมองจากกระบวนการที่ได้ดำเนินการกันแล้ว ถือว่าทำได้เร็วกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา นับตั้งแต่เรื่องของการรับรองผลการเลือกตั้งโดย กกต.
พอจะเข้าใจได้ ภายใต้สถานการณ์ตะวันออกกลางที่สั่นสะเทือนไปทั่วโลก ซึ่งจนถึงวันนี้ยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะยุติลงแบบไหน เมื่อไหร่ จำเป็นที่จะต้องมีรัฐบาลอำนาจเต็มเข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ยิ่งรัฐบาลรักษาการหลังจากมีการประกาศขึ้นราคาน้ำมันมหาโหดลิตรละ 6 บาท ทำให้ประชาชนเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นมาเป็นเงาตามตัว จำเป็นต้องเร่งตั้งรัฐบาลเพื่อให้สามารถใช้อำนาจได้เต็มที่เข้ามาแก้ปัญหา
ประเด็นเรื่องของน้ำมัน คงไม่ต้องไม่ไล่บี้ถามหาความรับผิดชอบ หรือคำชี้แจงใด ๆ โดยเฉพาะเรื่องการกักตุน เพราะสิ่งที่ได้เหมือน ถามวัวตอบควาย เฉไฉกันไปแบบคนหน้าทน ตรงข้ามลองนึกภาพถ้าไม่ใช่รัฐบาลมีเส้น เป็นรัฐบาลอื่นยิ่งนำโดยพรรคเพื่อไทย หากมีการขึ้นราคาน้ำมันแบบนี้จะมี เหล่าคนดีย์ทั้งหลาย ดาหน้าออกมาโจมตีกันขนาดไหน บอกแล้วว่า สายตรงอนุรักษ์นิยม และขวัญใจของเหล่าชนชั้นอีลิทที่ลงตัวกันด้วยผลประโยชน์ จึงพร้อมใจกับเงียบกริบ ปล่อยให้ภาระทั้งหลายเป็นเรื่องของประชาชนรับชะตากรรมกันไปเอง
ดีเหมือนกันมีรัฐบาลอำนาจเต็มเร็ว ๆ อย่างน้อยก็ก่อนสงกรานต์ จะได้รู้กันไปว่า ที่อนุทินประกาศน้ำมันมีให้เติมเต็มทุกปั๊มช่วงเทศกาลสำคัญ บรรยากาศการเดินทางมันจะคึกคักเหมือนกับที่ฝ่ายกุมอำนาจอยากจะให้เป็นหรือไม่ ขณะเดียวกัน การเร่งเข้าสู่อำนาจที่ใช้ผลการเลือกตั้งเป็นกำแพงรับรองความชอบธรรม มันจะช่วยให้สามารถเร่งดำเนินการนโยบายประชานิยมจำแลง หวังสร้างกระแสเพื่อรีบกลบเกลื่อนเสียงก่นด่าจากปัญหาราคาน้ำมัน ที่กำลังเผชิญอยู่เวลานี้นั่นเอง
สำหรับครม.หนู 2 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากไปกว่ารายชื่อที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้า มีเพียงการเปลี่ยนตัวในกลุ่มของ “กำนันป้อ” วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล บ้านใหญ่โคราชของพรรคเพื่อไทย จากลูกสาว สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่มีชื่อถูกดีเอสไอเรียกให้ถ้อยคำคดีบุกรุกที่สาธารณะ ของโรงแป้งมัน ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัว ที่จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเด็กในคาถากำนันป้อ นิกร โสมกลาง สส.เขต 8 นครราชสีมา นั่งว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แทน
อาจเกิดคำถามว่า ในเมื่อคดียังไม่ถึงที่สุด ทำไมจึงมีการเปลี่ยนชื่อกันกลางคันแบบนี้ ทั้งที่ ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคซึ่งมีชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีคดีที่ถูกดีเอสไอเรียกเข้าให้ถ้อยคำกรณีไปร่วมเป็นสักขีพยานการจัดทำเอ็มโอยูสแกนม่านตากับบริษัทสิงคโปร์ รวมทั้งคดีที่ ป.ป.ช.ไต่สวนกรณีโยกงบบริหารจัดการน้ำ นั่นเป็นเพราะเจ้าตัวมีการชี้แจงว่า ยังไม่ได้ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ทำให้ไม่กระทบต่อคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี โดยที่ ปกรณ์ นิลประพันธ์ ว่าที่รองนายกฯ ด้านกฎหมายของรัฐบาลใหม่ก็บอกเช่นกันว่า ลักษณะนี้ยังไม่ถือเป็นข้อห้ามในการเป็นรัฐมนตรี
กรณีของรัฐมนตรีปุ๋งหรือสุดาวรรณนั้น มองได้ 2 ด้านคือ มิติทางการเมือง เนื่องจากความที่กำนันป้อเคยร่วมงานกับพรรคสีน้ำเงินมาก่อนที่จะเปลี่ยนสีเสื้อมาเป็นเพื่อไทยในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 จึงอาจเป็นเหตุให้ฝั่งพรรคแกนนำรัฐบาลปฏิเสธรายชื่อนี้เพื่อเป็นการเอาคืน หรืออีกด้านถือเป็นความหวังดีของพรรคภูมิใจไทยเอง เพราะกรณีการบุกรุก หรือครอบครองที่ดินสาธารณะ ถือว่าอ่อนไหวต่อคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี เพราะที่ผ่านมา มี สส.และรัฐมนตรีหลายคนถูกเด้งจากเรื่องนี้มาแล้ว
ตัวอย่างชัดเจนคือในรายของ กนกวรรณ วิลาวัลย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ของพรรคสีน้ำเงิน ที่ต้องกระเด็นตกจากเก้าอี้อันเป็นผลพวงมาจากการที่ ป.ป.ช.ไต่สวนเรื่องมาตรฐานจริยธรรม กรณีถูกกล่าวหาครอบครองที่ดินของรัฐ แม้จะยังไม่มีคำตัดสินอันเป็นที่สุดของศาลก็ตาม โดยคดีจริยธรรมจะชี้ขาดเร็วกว่าคดีอาญาทั่วไป นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องตัดไฟแต่ต้นลม เพราะ มันเสี่ยงเกินไปที่จะกระทบต่อคนเป็นนายกฯ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งรัฐมนตรีด้วย
มาถึงตรงนี้ ยืนยันเป็นที่แน่นอนจากพรรคแกนนำรัฐบาลแล้วว่า ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อใด ๆ อีกแล้ว โดยรายของนิกรนั้น ได้มีการกรอกประวัติส่งตรวจสอบคุณสมบัติตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมาแล้ว เป็นไปตามที่อนุทินบอก รายชื่อ 35 รัฐมนตรีอยู่ในมือตนแล้ว และพร้อมที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ทันที นั่นจึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เจ้าตัวมั่นใจว่า เมื่อกระบวนการดำเนินการได้รวดเร็วเช่นนี้ จึงทำให้มองถึงไทม์ไลน์ในการแถลงนโยบายได้ เพราะนโยบายทั้งหมดได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว
อรชุน