ลากแล้วทุบ


ลูบคมตลาดทุน : ธนะชัย ณ นคร

เมื่อวานนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้นไปสูงสุด 1,625 จุด (+14.03 จุด) ในช่วงเช้า

ก่อนจะค่อย ๆ ย่อตัวลงช่วงปิดตลาดภาคเที่ยง

พอเปิดตลาดในช่วงภาคบ่าย ดัชนีย่อตัวลงมาอีกเล็กน้อย ก่อนจะมาลงลิฟต์ในช่วงเวลา 15.30 น. และมาปิดตลาด 1,612 จุด หรือบวกเพียง 1.06 จุด

และก็เป็นไปตามคาดคือ ต่างชาติ กับกองทุนรวมหัวกันเทขาย

จากที่ช่วงเช้าเล่นเกมดันหุ้นขึ้นมา

สถานการณ์ตลาดแบบนี้เป็นมาหลายวันแล้ว

ทำให้นักลงทุนหลายคนบ่นว่า “เล่นยาก”

ยิ่งต้องมาคอยเล่นเกมวัดใจกับ 2 ขาใหญ่ตลาดหุ้นอีกว่า วันนี้เขาจะลากแล้วทุบ หรือ ลากจริง ๆ

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ต่างคาดกันไว้ว่า นับจากต้นปี 2564 ต่างชาติน่าจะกลับมาซื้อหุ้นไทยต่อเนื่อง

แต่ผ่านมา 5 เดือนกับอีก 7 วัน ของปี 2564

นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกมาแล้ว 63,550 ล้านบาท

และยังไม่รู้ว่าจะขายเพิ่มอีกมากน้อยเท่าไหน เพราะปัจจัยต่างประเทศยังเป็นแรงกดดันให้ต่างชาติยังต้องขายเพื่อปรับลดความเสี่ยงต่อไป

ล่าสุดทางสหรัฐฯ ปรับลดเม็ดเงินที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ E Tapering

แม้ประเด็นนี้ ถูกมองว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบเชิงลบต่อบรรยากาศการลงทุนมากอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะสหรัฐฯ ยังคงอัดฉีดเงินอยู่

เพียงแต่ว่า อยู่ในระดับที่ “ต่ำลง” เท่านั้น ไม่ได้เหมือนกับมาตรการปรับลดเม็ดเงินออกจากระบบ หรือ Quantitative Tightening

Tapering จึงอาจจะกระทบให้เงินทุนไหลออกอีก (บ้าง) จากที่ไหลออกมากกว่าไหลเข้าอยู่แล้ว

เมื่อวานนี้มีข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกมาดูแล้วน่าสนใจ

มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และตลาด mai อยู่ที่ 109,446 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63.8% จากเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้า

ทำให้ใน 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) ปี 2564 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 98,859 ล้านบาท

ตัวเลขนี้ถือว่าสูงมาก

นักลงทุนในประเทศหรือรายย่อย มีสัดส่วนหรือสถานะ การซื้อขายมากที่สุด

สอดคล้องกับข้อมูลที่เคยบอกมาก่อนหน้านี้ว่า รายย่อยเข้ามาเปิดบัญชีจากต้นปีแล้วกว่า 7 แสนบัญชี และคาดว่าสิ้นปีนี้จะทะลุเกินกว่า 1 ล้านบัญชี

มาดู Forward และ Historical P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือน พ.ค.2564

ตัวเลขอยู่ที่ระดับ 19.2 เท่า และ 29.65 เท่า

สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 15.0 เท่า และ 26.8 เท่า

แต่อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือน พ.ค. 2564 ของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ที่ 2.42% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.25%

แม้ตัวเลขจะออกมาดูค่อนข้างดี

การกระจายวัคซีนเริ่มทำได้มากขึ้น แนวโน้มผลประกอบการ “บจ.” ปีนี้จะดีกว่าปี 2563

ทว่า ก็ยังไม่เป็นแรงดึงดูดที่เพียงพอกับนักลงทุนต่างชาติ

เช่นเดียวกับนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกองทุนนั่นแหละ

สุดท้ายขอเขียนเรื่อง KBANK ซักหน่อย

เพราะสัปดาห์ก่อนหน้านี้ มูลค่าการซื้อขายพุ่งอันดับ 1 ของกระดานมาหลายวัน จากประเด็นเรื่องถูกถอดออกจาก MSCI เพรา NVDR เต็มเพดาน 25%

ส่วนเมื่อวานนี้ก็ยังเป็นแชมป์ซื้อขายต่ออีก 1 วัน

ข่าวว่า วันนี้ การซื้อขายใน NVDR จะกลับมาเทรดได้แล้ว

หลังจากพอจะมี “รูม” ให้เข้ามาซื้อขายต่อ เพราะต่างชาติปรับพอร์ตออกไปเสร็จสิ้นแล้ว

ส่วนจะมีการขยายเพดานจาก 25% เพิ่มเป็น 30-35% เหมือนกับที่เคยขอมาก่อนหน้านี้ และต่อมาขอปรับมาอยู่ที่เดิม (25%) เมื่อเดือน ม.ค.2563

ต้องติดตามกันต่อไป

Back to top button