เปิด 4 หุ้น รับอานิสงส์ ‘ตรง-อ้อม’ ปลดล็อก 5 สถานที่กทม.

เปิดรายชื่อ 4 หุ้น คาดได้ประโยชน์ทางตรงและทางอ้อมในเบื้องต้น จากมาตรการผ่อนคลายทั้ง 5 กิจกรรม


เส้นทางนักลงทุน

จากประเด็นประกาศของกทม.เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2564 ณ ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 16/2564 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการผ่อนคลายการดำเนินการกิจการและกิจกรรมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ประกอบกับประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนไปเป็นจำนวนพอสมควร โดยเฉพาะผู้ประกอบกิจการทั้ง 5 สถานที่ จึงเห็นสมควรให้มีมาตรการผ่อนคลายทั้ง 5 กิจกรรม อาทิ

  • พิพิธภัณฑ์ อันได้แก่ พิพิธภัณฑ์สถาน พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น รวมถึงพิพิธภัณฑ์ในลักษณะเดียวกัน แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โดยมีมาตรการสังคมอย่างเคร่งครัด
  • สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาตร์ต่าง ๆ ห้ามใช้เพื่อสันทนาการอื่น ยกเว้น เดินและวิ่ง
  • คลินิกเวชกรรมเสริมความงาม มีมาตรการป้องกันโรค ซึ่งถูกกำกับใกล้ชิดโดยแพทย์
  • สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (เฉพาะกิจการสปาเพื่อสุขภาพ, กิจการนวดเพื่อสุขภาพ) อนุญาตเฉพาะการนวดฝ่าเท้า
  • ร้านทำเล็บ และร้านสัก ต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ห้ามกระทำบนใบหน้า

ทั้งนี้ ให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เป็นต้นไป ในส่วนของสถานที่และกิจการประเภทอื่นซึ่งมีคำสั่งปิดไปก่อนหน้า ให้ปิดต่อไปจนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2564

ผลดังกล่าว เบื้องต้นประเมินว่าจากมาตรการผ่อนคลายทั้ง 5 กิจกรรม โดยมีหุ้นที่จะได้รับประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA, บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL, บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW

นอกจากนี้ ยังมีบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ที่มีการประเมินแนวโน้มครึ่งหลังปี 2564 ของบริษัทดังกล่าวเริ่มดีขึ้น อย่าง บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ SPA มีการประเมินว่าจะเป็นบวกมากขึ้นสำหรับการเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด

ขณะที่ ทาง บล.เคทีบีเอสที มีการปรับกำไรสุทธิปี 2564 ขึ้นเป็นขาดทุนลดลงเหลือ 204 ล้านบาท จากเดิมประเมินไว้ขาดทุนสุทธิ 221 ล้านบาท จากการปรับ avg. spending/PAX ขึ้นเป็น -5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็น 1,128 บาท/PAX (จากเดิมลดลง 0% จากงวดเดียวกันของปีก่อน) และ GPM ของธุรกิจ Spa & massage ขึ้นเป็น -20% (จากเดิม -30%) เนื่องจากมีมุมมองเป็นบวกมากขึ้นจากการคลายมาตรการควบคุมโรค นอกจากนี้ได้มีการฉีดวัคซีนให้ 70% ของประชากรในภูเก็ตแล้ว คาดว่ารัฐบาลจะสามารถเปิดประเทศได้ตามกำหนด ซึ่งจะทำให้ SPA เริ่มกลับมามีลูกค้าชาวต่างชาติ

นอกจากนี้ มีการปรับกำไรปี 2565 เพิ่มขึ้น 18% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่ 127 ล้านบาท โดยปรับรายได้ขึ้นมาที่ 963 ล้านบาท (เดิม 922 ล้านบาท) หลัก ๆ มาจากการปรับ avg. spending/PAX ขึ้น เป็นเพิ่มขึ้น 50% จากงวดเดียวกันของปีก่อน (จากเดิมเพิ่มขึ้น 30% จากงวดเดียวกันของปีก่อน) ซึ่งจะทำให้ avg. spending/PAX กลับสู่ระดับปกติในปี 2566

ทั้งนี้ ได้ปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 10.00 บาท จาก Outlook ที่ดูดีขึ้นหลังรัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19 โดยมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่ารัฐบาลจะสามารถเร่งฉีดวัคซีน และเปิดประเทศเริ่มต้นที่จังหวัดภูเก็ตได้ในวันที่ 1 ก.ค. 2564 ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อ PAX และ Utilization Rate ของ SP

ส่วนของ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ทางด้านนักวิเคราะห์ บล.เคทีบีเอสที มีมุมมองเป็นบวกต่อ MINT เพราะมีสัดส่วนรายได้ในยุโรปสูงถึง 60% โดยหากการประกาศและอนุมัติใช้ได้ในช่วงสัปดาห์หน้าถือว่าเร็วกว่าที่คาดไว้ จากเดิมที่คาดว่าจะเปิดให้เที่ยวระหว่างกันได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 โดย NH จะได้ประโยชน์มากสุด เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็น Local ราว 75-80% และหากเปิดให้ประเทศที่สามเข้ามาเพิ่มเติมได้เร็ว ก็จะยิ่งทำให้ผลประกอบการของ NH มีโอกาสขาดทุนน้อยกว่าที่คาดไว้ได้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 35.00 บาท

ขณะที่ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ทางด้านนักวิเคราะห์ บล.เคจีไอ คาดว่าผลการดำเนินงานของ CENTEL จะฟื้นตัวตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2564 เป็นต้นไป ขณะเดียวกันปัจจัยกระตุ้นระยะสั้นจะมาจากผลการดำเนินงานของโรงแรมในมัลดีฟส์ (20% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม) และความคืบหน้าของการเปิดจังหวัดภูเก็ตรับนักท่องเทียวต่างชาติในไตรมาส 3/2564 โดยรายได้จากโรงแรมในภูเก็ตคิดเป็น 15% ของรายได้จากธุรกิจโรงแรม ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 35.00 บาท

ท้ายสุด บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ทางด้านนักวิเคราะห์ บล.กรุงศรี มองแนวโน้มระยะสั้นยังคงอ่อนแอ จาก occupancy ในไตรมาส 2/2564 ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกสาม แต่ยังเชื่อว่าเม็ดเงินเพิ่มทุนของ ERW จะทำให้บริษัทมีสภาพคล่องมากพอที่จะแบกรับผลขาดทุนในปี 2564 ได้ ขณะที่คาดว่าธีมการเปิดประเทศในครึ่งหลังของปี 2564 ได้แก่ การควบคุมสถานการณ์การระบาดในประเทศไทยได้ดี, มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ, การใช้ภูเก็ตโมเดล ประกอบกับการเกิด herd immunity ในยุโรปภายในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน จะช่วยกระตุ้นราคาหุ้น ดังนั้นจึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 3.60 บาท

ด้วยหุ้นดังกล่าวที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมในเบื้องต้นจากมาตรการผ่อนคลายทั้ง 5 กิจกรรม ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มิ.ย. 2564 เป็นต้นไปแล้ว อีกทั้งทางนักวิเคราะห์ยังมีมุมมองว่าครึ่งปีหลัง หากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย มีการเปิดประเทศมากขึ้น หุ้นดังกล่าวจะฟื้นตัวขึ้นได้

Back to top button