พาราสาวะถี

อรชุน


ยิ่งนานวันยิ่งฉายภาพความล้มเหลวในการบริหารจัดการการระบาดของโควิด-19 และวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของรัฐบาลสืบทอดอำนาจได้เด่นชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ประเด็นของวัคซีนนั้นถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของวิสัยทัศน์ การเตรียมความพร้อมและการบริหารจัดการเฉพาะหน้า จนเกิดข้อกังขาว่า การไม่เร่งรัดเร่งรีบเปิดทางเลือกให้ประชาชนได้เข้าถึงวัคซีนต่าง ๆ ที่มีจากทั่วโลก โดยรัฐบาลอ้างภาวะฉุกเฉินจะขอนำเข้ามาฉีดให้ประชาชนเอง เป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องหรือไม่

เห็นได้ชัดว่าวัคซีนเลือกไม่ได้ สองยี่ห้อที่มีแต่เดิมตั้งเป้าไว้ว่าแอสตร้าเซเนกาจะเป็นวัคซีนหลักและถือเป็นวัคซีนม้าตัวเดียวที่รัฐบาลนี้เลือกแทงมาตั้งแต่ต้น แต่ทำไปทำมาจนป่านนี้ก็พบว่ามีปัญหาเรื่องการส่งมอบไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์หรือตกลงกันไว้ ทำให้เกิดการเลื่อนนัด สร้างแอปพลิเคชันหมอพร้อมขึ้นมาเป็นตัวตลกแสดงถึงความไม่พร้อมไปเสียฉิบ แล้วก็ให้ซิโนแวคที่ถูกวิจารณ์หนักว่าเป็นยี่ห้อคุณภาพต่ำสุดในท้องตลาด มายึดตำแหน่งวัคซีนหลักในประเทศไทย

ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดที่รุนแรงขึ้นทุกวัน เมื่อถูกรุกหนักเรื่องวัคซีนที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจก็เอาแต่ติ๊ดชึ่งแล้วก็อ้างตลอดเวลาว่า พยายามเจรจาหลายบริษัทแต่มันไม่ง่าย จนกระทั่งสมาคมโรงพยาบาลเอกชนเรียกร้องขอให้เปิดทางเลือกสำหรับประชาชน ประกอบกับสถานการณ์ที่บีบคั้นทำให้ไม่มีทางเลือกอื่น จำเป็นต้องจำใจให้เอกชนนำเข้าแต่ผ่านองค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันได้เพราะเป็นเงื่อนไขของบริษัทผู้ผลิตวัคซีน

แต่จนแล้วจนรอด ภาคเอกชนไปดำเนินการเปิดให้ประชาชนจอง และตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะนำเข้าวัคซีนทางเลือกยี่ห้อสำคัญคือโมเดอร์นาภายในไตรมาส 4 ของปีนี้หรืออย่างเร็วคือเดือนตุลาคม จนกระทั่ง  นายแพทย์บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์ แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG ออกมาโวยยกหูหาประธานบริษัทผู้ผลิตวัคซีนสองเจ้าคือ โมเดอร์นา และไฟเซอร์ ว่าทำไมการจัดซื้อและจัดส่งวัคซีนโควิด-19 มาให้ประเทศไทยถึงได้ล่าช้านัก

ขณะที่ประเทศอื่นในอาเซียน ทั้ง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ได้แล้ว แต่ไทยไม่มีแม้แต่โดสเดียว คำตอบที่ได้ถึงกับทำให้หมอบุญหน้าชาทีเดียว “รัฐบาลไทยไม่ยอมเซ็นสัญญา” โดยที่เมื่อเซ็นสัญญาแล้วทางบริษัทจะเริ่มนับ 1 ทันทีนี่คือจุดสำคัญ แต่ปรากฏว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดยหมอบุญเองก็ยังย้ำว่า ทำไมนาน หรือเป็นเพราะองค์การเภสัชกรรมกังวลว่าเอกชนสั่งแล้วไม่เอา ซึ่งไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นมันคงมีเหตุผลอื่นมากกว่า

ฟังจากที่หมอบุญว่า องค์การเภสัชเพิ่งส่งจดหมายให้ทาง THG ยืนยันว่าจะซื้อเท่าไหร่ ซึ่งยืนยันไปแล้วตั้งแต่เมษายนว่าซื้อทั้งหมด ยินดีเอาเงินวางให้ และโรงพยาบาลเอกชนแห่งไหนอยากซื้อ THG ก็จะแบ่งให้ ขณะเดียวกันที่คู่ขนานมากับการตั้งข้อสังเกตนี้ ก็คือมีการปูดข้อมูลว่าอัยการสูงสุดดองเอกสารสัญญาที่ทางองค์การเภสัชกรรมส่งไปให้ตรวจสอบในกรณีของวัคซีนทั้งสองเจ้า ร้อนถึง ประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดต้องออกมาปฏิเสธทันควัน

ยืนยันว่าไม่มีเอกสารเรื่องการเซ็นสัญญาซื้อวัคซีนจากทั้งสองยี่ห้อมาให้อัยการสูงสุดช่วยตรวจสอบแต่อย่างใด จึงโป๊ะแตก โดยที่ทางรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดยืนยันว่า ถ้าได้รับเอกสารใช้เวลาพิจารณาไม่นาน เห็นได้จากกรณีสัญญาการจัดซื้อวัคซีนของแอสตร้าเซเนกาและซิโนแวค ที่ใช้เวลาพิจารณาไม่เกิน 5 วันเท่านั้น เพราะอัยการก็คำนึงถึงประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ นั่นเท่ากับว่า ปัญหาอยู่ที่หน่วยงานที่จะเป็นตัวกลางแทนภาคเอกชนในการจัดซื้อคือองค์การเภสัชกรรมนั่นเอง

หากไม่มีการโวยก็ไม่รู้ว่าสัญญาดังกล่าวจะถูกส่งถึงมืออัยการสูงสุดหรือไม่ เพราะ นายแพทย์วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม รีบตาลีตาเหลือกให้ข่าวคล้อยหลังมีการปูดข้อมูลว่า ได้มีการส่งสัญญาการจัดซื้อวัคซีนโมเดอร์นาให้อัยการตรวจสอบเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคมที่ผ่านมานี่เอง จะอ้างเงื่อนไข ขั้นตอนของทางราชการหรือระบบระเบียบอะไร คงรับฟังได้ยาก เพราะในสถานการณ์เช่นนี้ไม่ควรที่จะต้องรออะไรให้มากความ

เหมือนอย่างวัคซีนบางยี่ห้อที่เห็นได้ชัดว่าทุกกระบวนการนั้นรวดเร็วเป็นอย่างมาก ทำมันถึงทำได้คงไม่ต้องอธิบายว่าเพราะอะไร ทั้งที่ มาถึงนาทีนี้แล้วผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและคณะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ที่ผ่านมาประมาทเกินไป การรอวัคซีนเพียงยี่ห้อเดียว โดยไม่มีแผนสำรองหรือทางเลือกอื่นที่ดีกว่า การได้วัคซีนซิโนแวค ต่อให้มีปริมาณที่เกินกว่าความต้องการ ก็ไม่ใช่หลักประกันว่าวัคซีนตัวนี้จะช่วยทำให้สถานการณ์การระบาดที่รุนแรงอยู่ในเวลานี้ดีขึ้น

ต้องยอมรับความจริงกันว่าวัคซีนซิโนแวคคุณภาพไม่สามารถเทียบวัคซีนที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีใหม่ mRNA ได้เลย โดยเฉพาะการรับมือกับโควิดกลายพันธุ์ที่เป็นตัวสร้างปัญหาอยู่ในเวลานี้ สิ่งที่ยืนยันได้ดีที่สุดคือการร่วมลงชื่อของบุคลากรด้านการแพทย์ที่เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งนำเข้าวัคซีน mRNA เพื่อมาเร่งฉีดให้กับประชาชนก่อนที่สถานการณ์จะวิกฤติเกินเยียวยา หรือถึงขั้นที่เรียกว่าระบบสาธารณสุขล่มสลาย สัญญาณเตียงรองรับผู้ป่วยที่ขาดแคลนในกทม.และปริมณฑลคือตัวบ่งชี้ที่ชัดเจน

ส่วนการบริหารจัดการภายใต้ศบค.ที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจนั่งเป็นผู้อำนวยการนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นศูนย์ควบคุมข้อมูลมากกว่าศูนย์ควบคุมโรค เหมือนที่ เวียงรัฐ เนติโพธิ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ช่วยฉายภาพให้เห็น การรวมศูนย์ดังกล่าวทำให้ภาพของวิกฤตการณ์ครั้งนี้เป็นเรื่องตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อ และการลดจำนวน แต่ขาดมิติด้านการประสานกับประชาชน และการเชื่อมโยงกับชุมชน ปกปิดปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการของรัฐ

การจะพูดถึงเรื่องนี้ในยามนี้คงไม่เกิดประโยชน์ คำถามที่สำคัญเวลานี้ก็คือ หลายประเทศถกเกียงกันเรื่องทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับประชาชนตามฐานะทางงบประมาณของแต่ละประเทศ แต่ประเทศไทยกลับเผชิญปัญหาวัคซีนไร้ทางเลือก วัคซีนไม่มาตามกำหนดและการขาดวัคซีนในจำนวนที่เพียงพอกับจำนวนประชากร ภาพสะท้อนของความล้มเหลวทั้งวิสัยทัศน์และการบริหารจัดการภาวะวิกฤติเช่นนั้น จึงสมควรแก่เวลาที่ต้องถามผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจว่ายังจะหน้าด้านอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกหรือ

Back to top button