พาราสาวะถี

อรชุน


เป็นมุกตลกก็ต้องบอกว่าแป้ก ถ้าเป็นเจตนาไอโอต้องย้อนถามคนที่คิดและทำว่าเพื่ออะไร กับข่าวผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจประกาศไม่รับเงินเดือน 3 เดือน ก่อนที่จะตามมาด้วยบรรดาเสนาบดีทั้งหลายทำตามอย่าง ถามกันตรง ๆ สถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนเพิ่งเกิดขึ้นและมองเห็นหรืออย่างไร หากบริสุทธิ์ใจและเห็นความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง มันต้องทำมาตั้งนานแล้ว หรือว่าได้แรงบันดาลใจมาจาก ชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าฯ ปทุมธานีที่ประกาศสละเงินเดือนช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ก่อนหน้า

จะว่าไปก็อย่างที่คนส่วนใหญ่พากันวิจารณ์ ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจไม่รับเงินเดือนทั้งปียังอยู่ได้สบาย เพราะบ้านพักก็อยู่บ้านหลวง ค่าน้ำค่าไฟก็ไม่ปรากฏว่ามีการจ่ายใช้ฟรีตลอดชีพ รวมไปถึงการเดินทางก็ไม่มีต้นทุน แล้วยังมีทหารคอยตามรับใช้ใกล้ชิดอีก ส่วนพวกกองเชียร์ไม่ลืมหูลืมตาที่พากันสรรเสริญ ลองหันมามองโลกแห่งความเป็นจริง ไม่จำเป็นที่จะต้องมาเล่นบทเสียสละอะไร ขอให้ทำงานให้เป็นแก้ปัญหาให้ได้ ชาวบ้านร้านรวงเขาก็มีความสุขแล้ว

แต่ตลอดระยะเวลากว่า 7 ปีของการอยู่ในตำแหน่ง มีแต่วาทกรรมไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ขณะที่ประชาชนได้แต่หันมามองหน้ากัน มันจะไปวิ่งไล่กวดใครทันได้ในเมื่อมีผู้นำประเภทนี้ แค่วิสัยทัศน์และการบริหารจัดการเรื่องวัคซีนยังล้มเหลว ไม่ต้องพูดถึงการรับมือการระบาดของโควิด-19 เพราะหากไม่ผิดพลาดตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตของไม่กระโดดเป็นตัวแดงเหมือนที่เห็นอยู่ สรุปคือแม้จะไม่มีสถานการณ์วิกฤติจากโควิดประเทศไทยก็มองไม่เห็นอนาคต

การผุดวาทกรรมล้มประชานิยมด้วยข้ออ้างต้องให้เบ็ดและสอนวิธีการจับปลาให้ประชาชน จะได้มีกินมีใช้กันตลอดไป ไม่ใช่เอาแต่แจกแล้วสร้างนิสัยแบมือขออย่างเดียว 7 ปีที่ผ่านมาก็พิสูจน์แล้วว่า เผด็จการสืบทอดอำนาจนั้น ทำในสิ่งตรงข้ามที่ตัวเองและบรรดาคนดีทั้งหลายกล่าวอ้างทั้งหมด นอกจากแจกหนักกว่าประชานิยมแล้ว ผลที่ได้ไม่เห็นสร้างความมั่นคง ยั่งยืนแก่ประชาชนตรงไหน ที่มั่งคั่งก็เห็นมีแต่ผู้ที่อยู่ในอำนาจและบรรดาเจ้าสัวทั้งหลายที่สุมหัวกันโกยไม่รู้จักพอ

มาตรการล็อกดาวน์ 10 จังหวัดเป็นระยะเวลา 14 วัน ห้ามเฉพาะการออกนอกเคหะสถานตั้งแต่ 3 ทุ่มถึงตีสี่ แต่ไม่ห้ามการเดินทางออกนอกพื้นที่ ก็เท่ากับเป็นการเปิดช่องและยอมรับกันในทีว่า ที่ไม่บังคับนั้นเพื่อให้คนที่เห็นว่าอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้วลำบาก ก็ระเห็จกลับบ้านไปตั้งหลักกันได้ หรือใครที่พบว่าติดเชื้อจะกลับไปรักษายังภูมิลำเนาของตัวเองได้ก็ไม่ว่า เพราะสถานการณ์เตียงและบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ล็อกดาวน์นั้น ฝ่ายกุมอำนาจหมดปัญญาแก้ไขแล้วจริง ๆ

เพราะการเปิดช่องด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานานั้น สุดท้ายมันก็อาจจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดการเล็ดลอดของเชื้อ แพร่จากจุดที่ต้องการให้ตัวเลขผู้ป่วยลดลง แล้วไปโผล่ในจังหวัดอื่นเป็นการกระจายตัวเลข โดยที่สถานการณ์ไม่ได้บรรเทาเบาบางลง เข้าทำนอง เจ็บแล้วไม่จบ” เหมือนกรณีที่อ้างกันก่อนหน้าว่าขอระดมวัคซีนที่มีอยู่มาฉีดให้พื้นที่สีแดงเข้มเพื่อลดจำนวนผู้ติดเชื้อ สุดท้ายตัวเลขที่ปรากฏในวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าวิสัยทัศน์และการบริหารจัดการของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและลิ่วล้อนั้นใช้ได้หรือไม่

คนส่วนใหญ่คงเห็นด้วยกับความเห็นของ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กล่าสุด ล็อกดาวน์คือไม่ให้คนออกจากเมือง เคอร์ฟิวคือจำกัดเวลาให้คนมีเวลาอยู่กับบ้าน เวิร์กฟรอมโฮม คือคุณทำงานที่บ้านได้ไม่ต้องไปไหน ทั้งหมดมันตั้งบนสมมุติฐานว่า เชื้อโรคอยู่นอกบ้าน ให้คนอยู่กับบ้านมากที่สุด โอกาสติดโรคจะน้อยลง ทั้งหมดนี้ถูกแค่ครึ่งเดียว โดยเชื้อโรควันนี้กระจายไปทุกที่และติดง่าย อาจอยู่ในบ้าน หน้าบ้าน ในชุมชนที่อยู่ อาจจะมากับอาหารที่สั่งซื้อ

อาจติดมากับคนในครอบครัวที่เพียงออกจากบ้านไปธุระเพียงไม่กี่นาที ล็อกดาวน์อย่างเดียวอาจกลายเป็นให้คนอยู่กับเชื้อโรคได้ เราไม่รู้ว่าคนไหนคือคนที่มีเชื้อโรค เพราะติดแล้วอาจไม่มีอาการแสดง ยิ่งกระบวนการตรวจหาเชื้อยังมีค่าใช้จ่ายสูง หาที่ตรวจยาก ที่ตรวจฟรีมีจำกัด ถึงขนาดต้องเข้าแถวข้ามคืน “รัฐไทยยังเป็นรัฐตัวพ่อ” ที่ไม่ยอมให้ประชาชนตรวจเอง เพราะกลัวทำไม่เป็น อ่านค่าผิด หรือกลัวตัวเลขคนติดเชื้อแซงขึ้นอันดับโลก วันนี้คนไทยจึงอยู่ท่ามกลางคนติดเชื้อ

ประเด็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าเชื้อกลายพันธุ์จึงทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อได้เร็ว แต่มันเกิดจากความผิดพลาดเรื่องการจัดการวัคซีน เมื่อคนส่วนใหญ่ยังไม่ฉีดวัคซีน ล็อกดาวน์ 14 วัน คือการชะลอตัวเลขไม่ให้เพิ่มขึ้นเร็ว หากรัฐบาลยังติดยึดกับวิธีการบริหารแบบเดิม ที่ตัดสินใจไม่รอบคอบ เกรงใจสูง ไม่กล้าขัดใจผู้มีอำนาจ ได้แต่โกหกแก้ตัวไปวัน ๆ ทั้งที่หมอและคนมีความรู้ แต่อยู่นอกวงอำนาจเสนอแนะทางออกดี ๆ มากมาย แต่กลับไม่รับฟังและปรับเปลี่ยน เพราะเกรงเสียหน้าและถูกตำหนิในการตัดสินใจที่ผิดพลาด

อย่างที่บอกด้วยความที่รัฐบาลนี้มีบรรดาเจ้าขุนมูลนายทั้งหลายร่วมหัวจมท้ายกันมาตั้งแต่ก่อน ระหว่าง หลังยึดอำนาจ จนกระทั่งสืบทอดอำนาจ จึงทำให้เกิดความมืดบอดต่อหนทางในการนำพาประเทศก้าวพ้นวิกฤติในทุกด้าน เช่นเดียวกับที่ศิลปินบางรายที่นำเสนอความเห็นเรื่องกัปตันเรือรั่วแล้วชี้ชวนให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าลงเรือลำเดียวกันแล้ว เมื่อมันรั่วก็ต้องช่วยกันและเห็นใจกัปตัน จนกระทั่งมีคนแสดงความเห็นกันอย่างล้นหลามความเห็นที่แสดงออกมาถ้าไม่โง่หรืออย่างหนาจริงไม่มีใครกล้าทำ

อย่างที่สมชัยออกตัวว่าเตือนอีกครั้งแบบสุภาพที่สุดแล้ว “กัปตันเรือรั่วหากยังมั่วไม่รู้จักแม้ใช้เข็มทิศเดินเรือ นำรัฐนาวาออกไกลฝั่งทุกที คนในเรือสมควรจับถ่วงน้ำเปลี่ยนกัปตันใหม่ด่วน” ซึ่งคงต้องบอกกับสมชัยด้วยความเคารพเช่นกันว่า พวกหลับหูหลับตาอุ้มสมกัปตันโง่มานั้นไม่มีวันที่จะปล่อยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ เพราะส่วนใหญ่ก็มีผลประโยชน์ด้วยกันมาทั้งนั้น แม้กระทั่งองค์กรที่ได้ชื่อว่าเป็นองค์กรอิสระก็ยังเป็นเหมือนสากกะเบือ เรื่องนี้คนที่เป็นอดีตกกต.มาก่อนน่าจะรู้แล้วเข้าใจเป็นอย่างดี

Back to top button