พาราสาวะถี

อรชุน


ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทะลุหลักหมื่นนิวไฮติดต่อกันโดยเฉพาะวันวานที่พบผู้ป่วยรายใหม่ 11,784 ราย ดันประเทศไทยไปติดอันดับ 3 ของผู้ติดเชื้อสูงสุดในทวีปเอเชียเป็นรองแค่อินเดีย และอินโดนีเซียเท่านั้น และตัวเลขติดเชื้อสะสมที่ 415,170 ราย ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศที่พบผู้ติดเชื้ออยู่ในอันดับ 54 ของโลก จากที่ก่อนหน้านั้นเคยโพนทะนากันด้วยความปลื้มอกปลื้มใจเราคุมการระบาดได้ดีจนเป็นที่ยกย่องจากนานาประเทศ

คำถามก็วกกลับมาที่เดิม แล้วทำไมสถานการณ์มันจึงเลวร้ายได้ถึงเพียงนี้ อย่าอ้างเรื่องความร่วมมือของประชาชนและการปฏิบัติตามมาตรการของภาครัฐ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศต่างป้องกันและเฝ้าระวังกันอย่างเต็มที่ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในต่างประเทศที่เดิมทีเป็นรองประเทศไทยอยู่หลายคุมในแง่ของความร่วมมือของประชาชนและการปฏิบัติตามการขอความร่วมมืออย่างเคร่งครัด แต่วันนี้ประเทศเหล่านั้นกลับมีตัวเลขผู้ติดเชื้อน้อยกว่าประเทศไทยหรือติดมากแต่อัตราการตายน้อยกว่ามาก

เหตุผลสำคัญคือ ประเทศเหล่านั้นได้ดำเนินการปูพรมฉีดวัคซีนให้กับประชาชนของเขาอย่างจริงจัง ไม่ใช่การปูพรมฉีดแค่ลมปากเหมือนประเทศไทย ตั้งแต่ 7 มิถุนายนเป็นต้นมา จนป่านนี้จะเข้าเดือนที่สองแล้ว ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจยังไม่สามารถตอบได้เต็มปากเต็มคำจะมีปัญญาหาวัคซีนที่ดีและตอบโจทย์การรับมือของเชื้อกลายพันธุ์ชนิดเดลต้ามาฉีดให้ประชาชนได้หรือไม่ มีแต่การแถไถ แก้ตัวรายวันเรื่องของวัคซีนที่ไม่สนองตอบต่อความต้องการของประชาชน

ไม่ใช่คนไม่อยากฉีดแต่จะไปฉีดที่ไหนเมื่อที่จองกันไว้ถูกเลื่อนแล้วเลื่อนอีก พอเจอสถานการณ์วิกฤติก็เปลี่ยนวิธี เร่งฉีดให้ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง พร้อมจัดฉีดเข็ม 3 หรือบูสเตอร์ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า แต่ก็ยังมีปัญหาเมื่อวัคซีนที่จะนำมาฉีดไขว้และฉีดเป็นเข็ม 3 อย่างแอสตร้าเซเนกา ไม่มาตามนัดของขาดไม่เป็นไปตามที่ฝ่ายกุมอำนาจเที่ยวโพนทะนากันไว้ก่อนนี้ จนเกิดการโยนกลอง ปฏิเสธความรับผิดชอบกันวุ่น

ขณะที่คุณหมอที่รอเข็มสามหลังฉีดวัคซีนคุณภาพต่ำอย่างซิโนแวคไปสองเข็มแล้ว ก็ไม่อยากฉีดวัคซีนแอสตร้าเซเนกาอยากได้ไฟเซอร์ที่สหรัฐอเมริกาฯ บริจาค ซึ่งจะเดินทางมาถึงปลายเดือนนี้ถ้าไม่มีการเลื่อนออกไป แต่คำถามตัวโตที่ฟังจากถ้อยแถลงของ นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศบค.ล่าสุด ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะไปไกลถึงวันละ 3 หมื่นคนหากประชาชนไม่ช่วยกัน นี่ก็เป็นการพูดเอาแต่ได้ไร้ความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารอย่างหน้าด้าน ๆ

ถามกันตรงไปตรงมา ตลอดระยะเวลาเกือบสองปีมีประชาชนจำนวนเท่าไหร่ที่ไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่คุณหมอรับใช้การเมืองท่านนี้ร้องขอความร่วมมือบ้าง การระบาดในแต่ละระลอกโดยเฉพาะระลอกเดือนเมษายนที่นำมาถึงสถานการณ์วิกฤติในวันนี้ ถามว่าจุดตั้งต้นเกิดจากใคร หน้าไหน ใช่ประชาชนตาดำ ๆ คนหาเช้ากินค่ำหรือไม่ ทั้งหมดเหล่านี้ถ้ามีสำนึกสำเหนียก นอกจากจะไม่โทษประชาชนแล้ว ยังต้องขอโทษและแสดงความรับผิดชอบกันอย่างเต็มที่แล้ว

สถานการณ์ที่เป็นอยู่เวลานี้ ก็รู้ดีกันอยู่แล้วจากจุดตั้งต้นเฮงซวย จนมาถึงการไม่ยอมเตรียมการเรื่องวัคซีนให้มีความพร้อม พยายามแก้ตัวด้วยวัคซีนมักง่ายขอให้มีฉีดและได้จำนวนตัวเลขของประชาชนที่ได้ฉีดให้อยู่ในอันดับต้น ๆของอาเซียนเพื่อสร้างภาพให้เห็นว่ารัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังต่อเรื่องนี้ โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพของวัคซีนต่อการป้องกันโรค เท่านี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่า ใครกันที่ควรจะรับผิดกับสิ่งที่สร้างปัญหาอยู่เวลานี้

แม้กระทั่งประเด็นเดินหน้าซื้อเรือดำน้ำ ต่างก็รู้ดีอยู่แล้วว่าสถานการณ์แบบนี้มันไม่สมควร ก็ยังดันทุรังแถมจะลักไก่อีกต่างหาก สุดท้ายทานกระแสสังคมไม่ไหวต้องยอมสั่งยกเลิก แค่นี้ก็ทำให้เห็นแล้วว่าความหน้าทนของพวกเผด็จการสืบทอดอำนาจนั้นมันขนาดไหน ไม่เคยคิดที่จะแสดงความจริงใจหรือห่วงใยประชาชน ต้องรอจนวินาทีสุดท้ายที่เห็นว่าไปต่อไม่ได้จึงยอมใส่เกียร์ถอย เช่นนี้จะร้องขอความเห็นอกเห็นใจจากประชาชนได้อย่างไร

กรณีของวัคซีนแอสตร้าเซเนกา มาถึงวันนี้คงต้องยอมรับกันแล้วว่าสารที่สื่อถึงประชาชนกับความเป็นจริงที่ไปตกลงกับบริษัทผู้ผลิตมานั้น มันคนละเรื่อง เมื่อปั้นตัวเลขอุปโลกน์เพื่อเป้าหมายทางการเมือง แต่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ไปเจรจากับบริษัทต่างชาติ มันจึงกลายเป็นเรื่องวุ่นวายให้ต้องตามแก้ตัวกันทุกช็อต ขณะที่ประชาชนกลายเป็นผู้รับเคราะห์เพราะจองวัคซีนแล้วไม่ได้ฉีด ที่ฉีดไปกันก่อนหน้าแม้กระทั่งหมอเองก็ไม่ช่วยให้สู้กับเชื้อกลายพันธุ์ได้

การอธิบายของหมอการเมืองทั้งหลายที่ว่าพยายามเจรจาทุกทาง รวมไปถึงการปั้นตัวเลขว่าจะสั่งซื้อ จะเซ็นสัญญากับบริษัทผู้ผลิตวัคซีนชนิดนั้นชนิดนี้ จำนวนกี่สิบล้านโดสก็ตาม มันไม่ได้หมายความว่าจะเข้ามาแก้ไขหรือรับมือกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่เวลานี้ได้ ขนาดมีเวลาเตรียมตัวนานนับปียังมีปัญญาหามาให้ประชาชนได้เท่านี้ แล้วนี่เพิ่งเริ่มเจรจาและเพิ่งเซ็นสัญญาถามว่าประชาชนจะได้รับวัคซีนเหล่านั้นเมื่อใด เผลอ ๆ วัคซีนทางเลือกที่เสียเงินจองกันไว้จะได้ฉีดก่อนเสียด้วยซ้ำ

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะอธิบายกันมุมไหน เมื่อมองไปยังการได้รับวัคซีนของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเดียวกัน บอกได้คำเดียวว่า สิ่งที่ทำกันมาเป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องกันล้วน ๆ จึงทำให้การเข้าถึงวัคซีนหรือโอกาสในการได้รับวัคซีนของคนไทยเป็นไปด้วยความซับซ้อนซ่อนเงื่อน จนต้องมีวัคซีนทางเลือกทั้งที่ประชาชนควรมีสิทธิ์ที่จะได้เลือกฉีดวัคซีนโดยไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว

ขณะที่ประเทศอื่นนั้นผู้นำประเทศและคณะผู้บริหาร พยายามแสวงหาวัคซีนที่ดีที่สุดและมากชนิดที่สุดมาฉีดให้กับประชาชนเพื่อสร้างความปลอดภัยในประเทศและเร่งคืนวิถีชีวิตที่เป็นปกติกลับคืนมาโดยเร็ว ส่วนประเทศไทยก็หวังอย่างนั้น แต่มีปัญหาคือมีคนรวบอำนาจไว้ที่ตัวเองคนเดียวและเชื่อแค่ที่ปรึกษาสอพลอทั้งหลายเท่านั้น ถ้าดีก็รับชอบไปเต็ม ๆ พอมีปัญหาก็รีบโยนให้คนมาร่วมรับผิด ปมวัคซีนจึงทำให้พรรคร่วมรัฐบาลสำคัญไม่พอใจ สถานการณ์แบบนี้ต้องติดตามใกล้ชิดจะรักกันได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่

Back to top button