1,620 ขายไหม?

ประเด็นที่ทำให้ “โมนิก้า” ยังไม่เชื่อว่า ดัชนีจะกลับทิศอย่างบูรณาการคงเป็นท่าทีของ “กองทุน” กับ “ต่างชาติ” ที่ยังแสดงอาการยึกยักตลอดเวลา


*ประเด็นที่ทำให้ “โมนิก้า” ยังไม่เชื่อว่า ดัชนีจะกลับทิศอย่างบูรณาการคงเป็นท่าทีของ “กองทุน” กับ “ต่างชาติ” ที่ยังแสดงอาการยึกยักตลอดเวลา (วันศุกร์กองทุนขายพันล้าน ฝรั่งซื้อสามพันล้าน) ส่งผลให้การทะยานขึ้นแรงแต่ละรอบตามมาด้วยแรงขายล็อตใหญ่เป็นประจำ จนทำให้ภาพของการลงทุนออกไปในแนว “ดันแล้วทุบ” และคงจะอยู่แบบนี้ไปอีกนานพอสมควร เพราะแรงกดดันต่าง ๆ ยังไม่คลี่คลายเท่าที่ควรไงล่ะคะ

*ประกอบกับหลายครั้งที่ผ่านมาดัชนียังคงป้วนเปี้ยนที่บริเวณ 1,580-1,620 จุด “โมนิก้า” จึงมองว่า นี่เป็นจังหวะของการทำกำไรเพื่อลดความเสี่ยง เพราะโอกาสที่ดัชนีจะทะยานขึ้นไป 1,650 จุดยังไม่เปิดกว้าง ส่งผลให้การยืนปิดที่ระดับ 1,622.95 จุด บวกไป 16.97 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.62 หมื่นล้านบาท กลายเป็นเกมวัดใจสำหรับคนที่จะเข้ามาตะลุมบอนรอบใหม่นะจะบอกให้

*ที่น่าสนใจคือปัจจัยบวกที่จะเป็นแรงหนุนของตลาดหุ้นไทยตอนนี้มีเพียงเรื่องเปิดประเทศ ซึ่งพอจะทำให้ระบบเศรษฐกิจขยับตัวอีกครั้ง..ส่วนจะช่วยดันแรงขนาดไหน? ยังเป็นเรื่องที่ต้องจับตากันต่อไป แต่โชคดีที่มีเรื่องเปิดผับบาร์เข้ามาเสริมอีกหนึ่งแรง ทำให้เม็ดเงินของคนกลางคืนกลับมาสะพัดอีกรอบ ซึ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิมพะยะค่ะ

*โดยเฉพาะการเขยื้อนตัวของหุ้น CPALL ถือเป็นช็อตที่น่าสนใจมาก ๆ ตามบริบทที่ “โมนิก้า” เกริ่นให้ฟังในข้างต้น จึงคาดหวังได้ว่า หุ้นจะวิ่งกลับขึ้นไปหายอดเดิมบริเวณ 68 บาทเป็นครั้งที่ 4 แต่อีกมุมหนึ่งก็ต้องคิดหนักพอสมควร เพราะราคาปิดที่ระดับ 64.75 บาท บวกไป 0.75 บาท หรือขึ้นไป 1.20% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.66 พันล้านบาท คือการเทรดบนค่า PE 42 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่สูงเกินไปหน่อยนะจ๊ะ

*เมื่อสถานการณ์เป็นใจให้สุด ๆ และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็ทำให้เสือนอนกินอย่าง AOT ทะยานขึ้นมาปิดที่ระดับ 69 บาท บวกไป 1 บาท หรือขึ้นไป 1.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.30 พันล้านบาท พร้อมกับทำนิวไฮในรอบ 1 ปี 2 เดือน คงเป็นการตอบรับข่าว นทท. ปีนี้จะอยู่ในระดับ 7 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้เสือตัวนี้ลืมตาอ้าปากได้พอสมควร จึงเป็นช็อตของการโหนกระแสอีกแล้วจ้า!

*เรื่องดังกล่าวยังทำให้หุ้น MAKRO ทะยานขึ้นมาปิดที่ระดับ 36.50 บาท บวกไป 1.25 บาท หรือขึ้นไป 3.55% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 595 ล้านบาทอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นช็อตที่คล้ายคลึงกับรายข้างต้น  “โมนิก้า” ถึงมองเป็นจังหวะที่ต้องใส่ไว้ก่อน ผนวกกับราคาหุ้นเพิ่งขยับออกจากก้นเหว จึงทำให้เชื่อว่า ดาวน์ไซด์ต่ำ! หรือแม้กระทั่งการเทรดบน PE 26 เท่า ก็ทำให้อุ่นใจได้ในระดับหนึ่งเจ้าค่ะ

*เม้าท์ถึงเรื่องอุ่นใจขึ้นมาทั้งที “โมนิก้า” คงมองไปที่หุ้นตามหนี้ JMT อีกตามเคย เพราะของมันเห็นเต็มสองลูกตาว่า กำไรไตรมาสนี้ก็โต ไตรมาสถัดไปก็โต จึงต้องเข้าใจการอ่อนตัวก่อนหน้านี้มันเป็นผลมาจากภาวะตลาด เดี๊ยนถึงมองว่า การยืนปิดที่ระดับ 74 บาท บวกไป 2.50 บาท หรือขึ้นไป 3.50% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 960 ล้านบาท คือโอกาสของการเล่นสั้นเหมือนรอบก่อน ๆ นะนายจ๋า!

*ในเมื่อหลายอย่างกลับสู่พื้นฐาน “โมนิก้า” ขอมองไปที่หุ้น STARK เพื่อชี้ให้เห็นแรงซื้อที่กลับเข้ามาต่อเนื่อง น่าจะไม่ได้มาเล่น ๆ ราคาหุ้นถึงพุ่งขึ้นมาปิดที่ระดับ 4.70 บาท บวกไป 0.38 บาท หรือขึ้นไป 8.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 573 ล้านบาท ผสานกับตัวธุรกิจสายไฟกลับมาสู่ทิศทางเติบโตอีกครั้ง จึงกลายเป็นหุ้นที่เหมาะสำหรับที่นิยมหุ้นตัวแรง บวกกับปัจจัยหลายอย่างเอื้อให้มากเหลือเกิน เดี๊ยนเลยไม่มีอะไรต้องวอรี่ค่ะ

*เช่นเดียวกับนักเล่นที่เข้ามาไล่ราคาหุ้น KAMART จนพุ่งขึ้นมาปิดที่ระดับ 4.94 บาท บวกไป 0.38 บาท หรือขึ้นไป 8.30% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 107 ล้านบาท ก็มีสตอรี่ในลักษณะเติบโตอีกเช่นกัน เมื่อบวกกับสไตล์การวิ่งของหุ้นค่อนข้างหวือหวา “โมนิก้า” จึงไม่แปลกใจที่หุ้นตัวนี้มีโอกาสได้ไปต่อ เพราะเจ้ามือไล่ราคาหุ้นแบบดุดันเป็นวันที่สองแล้ว จึงน่าจะมีวันที่สามเกิดขึ้นอีกนะจ๊ะ

Back to top button