
MENA กางแผน JUMP+ เดินหน้าเพิ่มรถขนส่ง ดันรายได้ปี 71 แตะ 1.1 พันล้านบาท
MENA เดินหน้าโครงการ JUMP+ วางเป้ารายได้ปี 2571 แตะ 1,100 ล้านบาท พร้อมดัน EBITDA สู่ระดับ 200-210 ล้านบาท เร่งเพิ่มรถขนส่ง FMCG หนุนรายได้ปี 2569 โต 6%
นางสุวรรณา ขจรวุฒิเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีนาทรานสปอร์ต จำกัด (มหาชน) หรือ MENA เปิดเผยในงาน Opportunity Day ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 อยู่ที่ 840 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 50 ล้านบาท หรือเติบโต 6% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการขยายกองรถในกลุ่มขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้รถและการบริหารจัดการต้นทุน
พร้อมกันนี้ บริษัทได้เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดยตั้งเป้าภายในปี 2571 จะมีรายได้แตะระดับ 1,100 ล้านบาท และมี EBITDA อยู่ที่ประมาณ 200-210 ล้านบาท ผ่านการขยายฐานธุรกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกองรถ การควบคุมต้นทุนซ่อมบำรุง และการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการขนส่ง
ด้านแผนธุรกิจปี 2569 บริษัทเดินหน้าขยายกองรถไซด์เคอร์เทนจำนวน 20 คัน เพื่อรองรับความต้องการในธุรกิจขนส่งสินค้า FMCG ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเริ่มทยอยรับมอบรถตั้งแต่เดือนเมษายน และจะรับมอบครบภายในเดือนมิถุนายน 2569
ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 บริษัทมีรถมิกเซอร์จำนวน 590 คัน รถในกลุ่มเทรลเลอร์ 81 คัน รถขนส่งอาหารสัตว์ 26 คัน และรถห้องเย็น 16 คัน รวมกองรถของ MENA ทั้งสิ้น 713 คัน ขณะที่ บริษัท ทีดีเอ็ม ลอจิสติกส์ จำกัด (TDM) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุน มีรถให้บริการจำนวน 573 คัน ส่งผลให้กองรถรวมของ MENA และ TDM อยู่ที่ประมาณ 1,286 คัน
สำหรับ TDM ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ไว้ที่ 1,940 ล้านบาท โดยในไตรมาส 1/2569 มีรายได้ 450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 115 ล้านบาท หรือเติบโต 35% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 18.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 17.8 ล้านบาทในปีก่อน อย่างไรก็ตาม กำไรยังเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่ารายได้ เนื่องจากมีต้นทุนคงที่เพิ่มขึ้นจากการขยายกองรถ ทั้งค่าเช่าพื้นที่จอดรถ ค่าใช้จ่ายพนักงาน และต้นทุนทางการเงิน แต่หากรายได้ยังขยายตัวต่อเนื่อง จะช่วยกระจายต้นทุนคงที่และสนับสนุนให้อัตรากำไรปรับตัวดีขึ้นในระยะต่อไป
ส่วนแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/2569 บริษัทประเมินว่ายังคงอยู่ในทิศทางเชิงบวก โดยรายได้ในเดือนเมษายนปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบจากวันหยุดยาวตามฤดูกาล ขณะที่รถใหม่ที่ทยอยรับมอบสามารถสร้างรายได้ได้ทันทีหลังส่งมอบ และคาดว่าจะเห็นผลเชิงบวกต่อผลประกอบการชัดเจนมากขึ้นในช่วงถัดไป
สำหรับภาพรวมธุรกิจก่อสร้าง บริษัทมองว่างานโครงสร้างพื้นฐานในกรุงเทพมหานครยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้า ขณะที่งานก่อสร้างสาธารณูปโภคของภาครัฐในต่างจังหวัดยังมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการถนนและโครงสร้างพื้นฐานในหัวเมืองต่าง ๆ โดยบริษัทจะบริหารจัดการการโยกย้ายรถไปยังพื้นที่ที่มีปริมาณงานสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้รถและรักษาระดับรายได้
ด้านธุรกิจขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัทอยู่ระหว่างปรับปรุงรูปแบบการเดินรถให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการวางแผนเส้นทางและการจับคู่เที่ยวขาไป-ขากลับ เพื่อลดเที่ยวเปล่าและเพิ่มอัตราการใช้รถ โดยปัจจุบันบางเส้นทางสามารถเพิ่มอัตราการใช้รถได้อยู่ที่ 60-70% และตั้งเป้าผลักดันสู่ระดับ 80% ในอนาคต
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าปรับโครงสร้างการทำงาน พัฒนาระบบบริหารจัดการ ลดต้นทุนซ่อมบำรุง เพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนเส้นทาง และมุ่งลงทุนในรถที่มีสัญญางานประจำ เพื่อสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของปริมาณงาน
ทั้งนี้ ผู้บริหารประเมินว่าไตรมาส 4/2569 มีโอกาสเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี เนื่องจากเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ประกอบกับรถใหม่ที่ลงทุนในปีนี้จะสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ขณะที่ผลกระทบจากฤดูฝนซึ่งมักส่งผลต่อปริมาณงานก่อสร้างในไตรมาส 3 จะเริ่มคลี่คลายลง
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 199.8 ล้านบาท ลดลง 12 ล้านบาท หรือประมาณ 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากธุรกิจรถมิกเซอร์ 134.5 ล้านบาท ธุรกิจรถเทรลเลอร์ 60.7 ล้านบาท และรายได้อื่น 4.6 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรขั้นต้น 28 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 13 ล้านบาท ลดลงประมาณ 4 ล้านบาทจากงวดเดียวกันของปีก่อน ตามการปรับตัวลดลงของกำไรขั้นต้น
ทั้งนี้ รายได้ที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลจากอัตราค่าบริการขนส่งที่ปรับลดลงตามราคาน้ำมันในช่วงต้นปี ขณะที่ต้นทุนบางรายการเพิ่มขึ้น อาทิ ค่าแรง ค่าซ่อมบำรุง และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่เกี่ยวข้องกับการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงปริมาณงาน ธุรกิจรถมิกเซอร์ยังมีปริมาณการขนส่งเพิ่มขึ้น สวนทางกับภาพรวมตลาดคอนกรีตที่ชะลอตัว ส่งผลให้บริษัทมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ประมาณ 10%

