ชินโซ อาเบะ โชคดีที่ตายก่อน

ภาวะเงินออมล้นประเทศสวนทางกับการลงทุนที่ต่ำลง จนชาวญี่ปุ่นตลอดจนบริษัทต่าง ๆ ตกใน “กับดักสภาพคล่องอันยาวนาน” กว่า 30 ปี


กระสุนปืนปริศนา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่เมืองนารา เมืองหลวงเก่าแก่ในย่านคันไซของประเทศญี่ปุ่น ที่มีผลทำให้เขาเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา ระหว่างที่เขาหาเสียงเลือกตั้งให้กับพรรคในสภาสูง ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันอาทิตย์ ยิ่งทำให้ผลงานของเขากลายเป็นปริศนามากขึ้น

แรกสุด เขาได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแล้ว เกียวโดนิวส์รายงานข้อมูลสอดคล้องกันว่า อาเบะไม่ได้สติและดูเหมือนจะอยู่ที่คำว่า “ภาวะหัวใจหยุดเต้น” ซึ่งเป็นคำใช้ก่อนยืนยันการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่น

กระสุนนัดแรกทำให้อาเบะหงายหลัง ก่อนที่เขาจะล้มลงกับพื้นหลังการยิงนัดที่สองที่ปลิดชีวิตของบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ก่อนลงจากตำแหน่งกะทันหันในวาระที่สอง ทิ้งปัญหาเรื่อง “หลุมดำทางการเมือง” เอาไว้ ทำให้เกิดคำถามว่าความรุนแรงทางการเมืองจะกลับมาเยือนญี่ปุ่นอีกครั้งหรือไม่

แม้เหตุจูงใจของฆาตกรจะยังไม่ชัดเจน แต่การที่อาเบะมีแนวคิดทางการเมืองแบบชาตินิยมเข้มข้น มองว่าญี่ปุ่นควรมีกองกำลังทหารที่แข็งแกร่งกว่านี้ เพื่อเตรียมรับมือกับความขัดแย้งในการเมืองโลก โดยเฉพาะกับเกาหลีเหนือที่ทดสอบยิงขีปนาวุธผ่านเกาะฮอกไกโดอย่างไม่เกรงใจ รวมถึงกับเกาหลีใต้ ที่มีข้อขัดแย้งเรื่องเกาะทาเคชิมะก็เป็นเครื่องหมายคำถามที่น่าติดตามกันต่อไป

ไม่ว่าคำตอบจะเป็นเช่นใด แต่ในเรื่องผลงานของเขา ทำให้ยากที่จะยอมรับได้ถึงการประเมินในเชิงบวกว่า นายชินโซ อาเบะ ซึ่งมีนโยบายต่างประเทศที่ทำให้ชาติในเขตเอเชียตะวันออก คือ จีน เกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ และไต้หวัน ร้อนรุ่มเป็นระยะ ๆ และยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกเรียกขานว่าเป็น “อาเบะโนมิกส์ (Abenomics) เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ได้ เพราะเหตุที่ว่า งานของเขายังไม่ถือว่าบรรลุเป้าหมายอะไรเลย

2 ปีเศษมาแล้ว ที่เหตุผลในการลาออกจากเก้าอี้แห่งอำนาจก่อนครบวาระของอาเบะ คืออาการลำไส้อักเสบที่เรื้อรังมาหลายปีทรุดลง เป็นเหตุผลเดิมที่เคยทำให้เขาลาออกตอนดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสมัยแรกเมื่อปี 2007 เป็นเพียงแค่ข้ออ้างที่ดูดีเท่านั้น

ข้อเท็จจริงที่ทราบกันดีคือ ญี่ปุ่นกำลังเป็นชาติที่นับวันถอยหลังสู่เศรษฐกิจขาลงที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นคนที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากเขา ไม่ว่าจะเป็นพรรคลิเบอรัลเดโมแครต หรือพรรคอื่น ๆ จะต้องแบกรับและหาทางออกอย่างยากลำบากสาหัสกันเลยทีเดียว

การจัดแข่งขันโอลิมปิกที่ขาดทุนหลายหมื่นล้านดอลลาร์ แม้จะไม่ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นย่ำแย่ลงทันที แต่จะบอกว่าดีขึ้นคงยากโดยเฉพาะค่าเงินเยนที่แย่สุดในรอบหลายปี จนเรียกว่าต่ำสุดในประวัติศาสตร์ยามนี้

ในยุคของนายอาเบะ มาตรการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า “อาเบะโนมิกส์” (Abenomics) ประกอบด้วย “ลูกศร 3 ดอก” นั่นคือ การผ่อนคลายทางการเงินจากธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่น การกระตุ้นทางการคลังผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาล และการปฏิรูปโครงสร้าง ซึ่งเป็น “การผสมผสานของภาวะเงินฝืด การใช้จ่ายของรัฐบาล และกลยุทธ์การเติบโตที่ออกแบบมาเพื่อเขย่าเศรษฐกิจออกจากแอนิเมชั่นที่ถูกระงับจับจ้องมาเป็นเวลากว่าสองทศวรรษ”

ในช่วงที่อาเบะดำรงตำแหน่งช่วงแรก อัตราการเติบโตของจีดีพีตามที่ระบุของญี่ปุ่นสูงขึ้น และอัตราส่วนหนี้รัฐบาลเทียบกับรายได้ประชาชาติทรงตัวในรอบหลายทศวรรษ แต่ต่อมากลับทรุดลงเพราะเหตุหลักคือ “ลูกศรที่สาม” ของการปฏิรูปโครงสร้างไม่ได้ผล กลายเป็นลูกศรที่หักก่อนถึงเป้า ตามที่ผู้สังเกตการณ์คาดเดาไม่มีผิด

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้นายอาเบะถูกเร่งเร้าให้ลงจากหลังเสือเร็วกว่าที่คาด แต่ปัญหารากเหง้าที่นายอาเบะและรัฐบาลของเขาไม่เคยบรรลุได้เลยคือ การพลิกสถานะของสังคมญี่ปุ่นที่กลายเป็นสังคมสูงวัยระดับหัวแถวของโลก แล้วก็เป็นที่คาดหมายว่าในอีก 6 ปีข้างหน้า หรือ ค.ศ. 2028 อาจจะกลายเป็นสังคมสูงวัยระดับซูเปอร์ได้ หากไม่ได้รับการแก้ไข

นับตั้งแต่หลังสงครามเกาหลีเป็นต้นมา เศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รุ่งโรจน์ในฐานะหนึ่งในปรากฏการณ์มหัศจรรย์ของโลกร่วมสมัย แต่ในปัจจุบัน แม้จะได้ชื่อเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และจีน ซึ่งหากจัดเข้ากลุ่มชาติที่ร่ำรวยสุดในโลก ก็ถือว่าใหญ่เป็นอันดับ 2 ในกลุ่ม OECD แต่ในรอบ 20 ปีมานี้ อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจกลับย่ำแย่ลงจนจีดีพีแต่ละปีต่ำกว่า 3% มาโดยตลอด

ข้อดีของญี่ปุ่นที่เคยเป็น “หลักหมุด” ทางเศรษฐกิจให้อ้างอิงมาตลอด 4 ทศวรรษมานี้คือ ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราว่างงานอยู่ที่ระดับต่ำ อัตราว่างงานในญี่ปุ่น ณ สิ้นปี 2013 อยู่ที่ 3.7% แต่ที่น่าสนใจกลับอยู่ที่อัตราคนล้นงานกลับต่ำ เพราะหลายปีมานี้ บริษัทญี่ปุ่นพบว่ามีปัญหา “งานล้นคน” มากกว่า

ในปี ค.ศ. 2008 (ซึ่งเป็นสถิติอ้างอิงเสมอมา) แรงงานของญี่ปุ่นมีจำนวน 66 ล้านคน ในจำนวนนี้ 40% เป็นผู้หญิง แต่นับจากนั้นมา ไม่ว่าเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นหรือย่ำแย่ลง ตลาดแรงงานของญี่ปุ่นได้เกิดสถานการณ์แปลกประหลาด อยู่ในภาวะหดตัวลงอย่างเรื่อย ๆ เป็นผลมาจากแรงงานส่วนใหญ่เริ่มมีอายุสูงขึ้นสู่วัยเกษียณ ในขณะที่แรงงานรุ่นใหม่ที่เข้ามาทดแทนก็ไม่เพียงพอ

ปัญหาที่สำคัญนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากอัตราการเกิดที่อยู่ในระดับต่ำมาก (ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากคนเป็นโสดมากขึ้นเรื่อย ๆ และคนที่แต่งงานก็มักจะเลือกไม่มีลูกมากขึ้น) แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายอุดหนุนสวัสดิการแก่เด็กเกิดใหม่มากมาย แต่ไม่ได้ช่วยทำให้อัตราเกิดเพิ่มขึ้นตามเป้าแต่อย่างใด

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ญี่ปุ่นได้เผชิญกับสังคมสูงวัย ที่กลายเป็นคู่ขนานไปกับสภาวะปราศจากเงินเฟ้อในช่วงทศวรรษนับตั้งแต่วิกฤตฟองสบู่ทางเศรษฐกิจแตกหลังทศวรรษ 1980 ซึ่ง สินค้าและบริการต่าง ๆ ในประเทศไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคาตลอด เกือบ 4 ทศวรรษ โดยที่บางช่วงเกิดสลับกับภาวะเงินฝืด ที่ราคาสินค้าและบริการภายในประเทศมีทิศทางถูกลงแม้จะเพียงเล็กน้อย

ภาวะเงินออมล้นประเทศสวนทางกับการลงทุนที่ต่ำลง จนชาวญี่ปุ่นตลอดจนบริษัทต่าง ๆ ตกใน “กับดักสภาพคล่องอันยาวนาน” กว่า 30 ปี เนื่องจากสถาบันการเงินไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย หรือจ่ายในอัตราที่ต่ำมากจนแทบจะเป็นร้อยละศูนย์ ถูกทับถมให้ย่ำแย่ลงจากการที่ผู้สูงอายุในญี่ปุ่นกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต โดยปี ค.ศ. 2018 สัดส่วนผู้สูงวัยที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป คิดเป็น 20% ของประชากรทั้งหมดเป็นครั้งแรก และกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างรุนแรง” (super-ageing society) ในปี ค.ศ. 2022 นี้เอง

กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่น เปิดเผยในปลายปี ค.ศ. 2018 (พ.ศ. 2561) ว่า ผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 100 ปีขึ้นไปมีจำนวนมากขึ้นถึง 71,238 คน ทุบสถิติเป็นครั้งแรกที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นปีที่ 49 ติดต่อกัน เทียบกับในปี 1989 ที่มีจำนวนเพียง 3,078 คน และจะมีระดับเพิ่มขึ้นแตะที่ 170,000 คน ในปี 2028 โดยจำนวนนี้ พบว่าเป็นผู้หญิงสูงวัยมากกว่าผู้ชายถึง 88.1%

ความเลวร้ายของโครงสร้างปัญหาประชากรญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น จากสถิติที่พบว่านับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 เป็นต้นมาอัตราการเกิดในญี่ปุ่นลดลงต่ำกว่า 1 ล้านคน โดยที่ในปี 2018 อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 120 ปี จนทำให้คาดการณ์ว่าภายในปี ค.ศ. 2065 จำนวนประชากรญี่ปุ่นจะลดลงเหลือเพียง 88 ล้านคน จากปัจจุบันที่มีทั้งหมดประมาณ 127 ล้านคน

ภาวะ “งานล้นคน” ที่เป็นปรากฏการณ์ใหม่นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 พบว่ามีตำแหน่งงานว่าง สูงถึง 161 อัตราต่อจำนวนผู้สมัครงานทุก ๆ 100 คน ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในรอบ 45 ปี แล้วถึงปีนี้ อัตราตำแหน่งงานว่างได้เพิ่มขึ้นแตะที่ 170 ตำแหน่งต่อจำนวนผู้สมัครงาน 100 คน

การขาดแคลนประชากรวัยแรงงานในญี่ปุ่น สร้างแรงผลักดันของการที่บีบคั้นให้รัฐบาลญี่ปุ่นต้องเปิดประเทศ “อ้าซ่า” ให้ “การท่องเที่ยวขาเข้า” เป็นความหวังในการสร้างรายได้ให้กับประเทศ จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็เกิดความชะงักงันเมื่อเกิดโควิด-19 ขึ้นมาในฐานะตัวแปรที่นอกเหนือการควบคุม

มรดกและปัญหาคงค้างที่นายอาเบะแก้ไม่ได้ ได้ถูกส่งต่อให้เป็นภาระรัฐบาลใหม่ต่อมาเพราะหลังจากอาเบะลาออกในเดือน กันยายน 2020 โยชิฮิเดะ สุกะ ผู้สืบทอดตำแหน่งของเขากล่าวว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขาจะมุ่งเน้นไปที่การดำเนินนโยบายและเป้าหมายของการบริหารอาเบะต่อไป ซึ่งรวมถึงชุดนโยบายเศรษฐกิจของอาเบะโนะมิกส์

การเสียชีวิตที่ยังเป็นปริศนาของนายอาเบะ จึงเป็นภาพสะท้อนของภาวะ “โชคดีที่ตายก่อน” โดยปริยาย

Back to top button