พาราสาวะถี

โลกน่าจะสงบได้อีกเฮือกใหญ่ ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะสงบเงียบได้เลยจริง ๆ หรือไม่ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ และ มาซูด เปเซชกียาน ได้ลงนามใน บันทึกข้อตกลงชั่วคราวเพื่อยุติสงครามระหว่างกัน ผ่านระบบดิจิทัล


โลกน่าจะสงบได้อีกเฮือกใหญ่ ๆ แต่ไม่รู้ว่าจะสงบเงียบได้เลยจริง ๆ หรือไม่ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ มาซูด เปเซชกียาน ประธานาธิบดีอิหร่าน ได้ลงนามใน บันทึกข้อตกลงชั่วคราวเพื่อยุติสงครามระหว่างกัน ผ่านระบบดิจิทัล โดยกระทรวงต่างประเทศของอิหร่านได้ระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันพุธที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตามข้อตกลงได้มีการขยายเวลาหยุดยิงที่ประกาศไว้เมื่อเดือนเมษายนออกไปอีก 60 วัน เพื่อ เปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาข้อตกลงสันติภาพฉบับถาวร

ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกอย่างยิ่งนับตั้งแต่การเปิดฉากโจมตีอิหร่าน โดยสหรัฐฯ และอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่วนคำขู่ของทรัมป์ที่บอกว่า “จะทิ้งระเบิดใส่พวกเขา (อิหร่าน) อย่างหนัก หากพวกเขาละเมิดข้อตกลง” ก็เป็นคำพูดสวยหรูเพื่อทำให้การหาหนทางลงจากการทำสงครามหนนี้ดูเหมือนว่าฝ่ายสหรัฐฯ เป็นผู้กำชัยชนะ และกุมความได้เปรียบเท่านั้น เพราะความจริงต่างรู้กันดีว่า ท่าทีของผู้นำมะกันที่ผ่านมา เปลี่ยนแปลงแทบจะเป็นรายชั่วโมง กันเลยทีเดียว

สาระสำคัญคือข้อตกลงทั้ง 14 ข้อนั้น มองยังไงก็เห็นว่าอิหร่านได้รับผลประโยชน์จนเป็นที่น่าพอใจ หากชัยชนะของสหรัฐฯ คือ ไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ แม้จะอยู่ในภาวะจำยอมแต่ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่จะต้องไปคุยกันเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงฉบับถาวรอีก แต่อย่างน้อยก็ได้เห็นปฏิกิริยาเชิงรอมชอมของทรัมป์ต่อการเจรจาหนนี้ กับการที่บอกว่า คงไม่ยุติธรรมหากอิหร่านจะไม่มีขีปนาวุธนำวิถี ในขณะที่ประเทศอื่นมี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผู้นำสหรัฐฯ เคยประกาศว่าจะทำลายขีดความสามารถของอิหร่านให้สิ้นซาก

ประเด็นว่าด้วยอาวุธ ความมั่นคงและผลประโยชน์ระหว่างสองประเทศ คงไม่ใช่สาระสำคัญที่ประเทศอื่น ๆ ให้โลกเฝ้าจับตา หัวใจหลักของการที่คนทั้งโลกอยากเห็นจากความสำเร็จในการเจรจาหนนี้ก็คือ การบริหารจัดการช่องแคบฮอร์มุซ จะดำเนินไปอย่างไรมากกว่า ซึ่งตามข้อตกลงเบื้องต้น อิหร่านประกาศว่าจะดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เรือพาณิชย์สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

กรณีของช่องแคบฮอร์มุซนั้น คงต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกที่สำคัญคือ จะมีการเปิดการสัญจรเพื่อให้เรือบรรทุกน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ผ่านได้เมื่อไหร่ ตามเอกสารข้อตกลงนั้นระบุว่า การจราจรจะเริ่มไหลเวียนทันที โดยคำนึงถึงความจำเป็นในการกำจัดอุปสรรคทางเทคนิคและทางทหาร และดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายอิหร่านที่จะต้องจัดการโดยด่วน ขณะที่สหรัฐฯ ก็จะเริ่มยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล และการรบกวนหรืออุปสรรคใด ๆที่เกิดขึ้นในท่าเรือของอิหร่าน

ดังนั้น จึงเชื่อว่าสถานการณ์ของช่องแคบฮอร์มุซที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งพลังงาน น่าจะกลับมาดำเนินการใกล้ภาวะปกติในเร็ววัน แต่อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเข้าที่เข้าทาง ส่วนอีกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการจัดการช่องแคบฮอร์มุซนั้น คงเป็นประเด็น เรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะต้องไม่ถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ตามเอกสารข้อตกลงได้ระบุไว้ว่า ในระยะยาวอิหร่านจะทำงานร่วมกับโอมานและรัฐอื่น ๆ ในอ่าวเปอร์เซียเพื่อจัดทำข้อตกลงที่ครอบคลุมมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการจัดการช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านย่อมยืนยันสิทธิของตนเองเต็มที่ แต่ประเทศกลุ่มอ่าวเปอร์เซียคงไม่มีทางยอมรับระบบเก็บค่าผ่านทางเป็นแน่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ถือเป็นเรื่องดีที่ทั่วโลกต้องการให้เป็นเช่นนั้น ส่วนบทสรุปสุดท้ายเบื้องต้นมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านจะจัดตั้งกลไกเพื่อตรวจสอบการดำเนินการตามบันทึกความเข้าใจและการปฏิบัติตามข้อตกลงในอนาคต เมื่อลงนามในบันทึกความเข้าใจและเริ่มดำเนินการแล้ว สหรัฐฯ และอิหร่านจะเริ่มการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย ปลายทางบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนว่า ข้อตกลงฉบับถาวร จะต้องได้รับการรับรองโดยมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีผลผูกพัน ซึ่งทุกฝ่ายก็หวังกันว่าจะไม่เกิดภาวะล่มกลางคันเสียก่อน

ย้อนกลับมาดูการเมืองในบ้านเรา ปม TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท ด้วยท่าทีของ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอี คือเดินหน้า เนื่องจากทุกอย่างได้ผ่านกระบวนการมาโดยชอบแล้ว แต่ก็น่าแปลกใจเมื่อถูกไล่บี้ถามหากโครงการถูกตรวจสอบแล้วพบปัญหา คนที่เป็นเสบาบดีจะร่วมรับผิดชอบด้วยหรือไม่ ลูกนกรีบออกตัวทันควัน รัฐมนตรีดูในระดับนโยบาย ตรวจสอบความถูกต้องของโครงการตามที่มีการนำเสนอ ไม่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นเรื่องของข้าราชการประจำที่เป็นฝ่ายปฏิบัติ

ได้ฟังอย่างนี้ไม่รู้ว่า พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมเหล่าหัวหน้าส่วนราชการ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับโครงการพันล้านโครงการนี้จะรู้สึกอย่างไร ร้อน ๆ หนาว ๆ กันบ้างหรือไม่ เพราะตัวปลัดดีอียอมรับเองว่า มีการนำข้อความหรือรายละเอียดบางส่วน พูดง่าย ๆ คือ การลอกจากเอกสารข้อกำหนดโครงการเดิมมาใช้ในการจัดทำร่าง TOR ของโครงการ TH-AI Passport จริง โดยอ้างหน้าตาเฉย เป็นแนวทางที่หน่วยงานภาครัฐใช้กันอยู่เป็นปกติเพื่อความรวดเร็วในการดำเนินงาน

ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ถึงความเหมาะสม ขอบเขตงานที่ใช้วงเงินงบประมาณระดับพันล้านบาทได้ผ่านการออกแบบและพิจารณาอย่างรอบคอบเพียงใด การจัดทำและการดำเนินโครงการเป็นไปตามหลักการแข่งขันที่เป็นธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ที่สำคัญชวนให้เกิดคำถามว่า มาตรฐานการจัดทำ TOR ของดีอีจะส่งผลต่อการแข่งขันในโครงการของรัฐในอนาคตหรือไม่ ยังไม่นับรวมมิติของความคุ้มค่าการใช้งบประมาณ ความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง งานนี้เมื่อไม่ใส่เกียร์ถอยก็ต้องรอดูกันว่าสภาพจะเป็นอย่างไร ถ้าราบรื่น เรียบร้อย คงต้องยอมรับว่า คาถาคุ้มภัยยันต์คุ้มกะลาหัวของพรรคสีน้ำเงินเขาดีจริง

อรชุน

Back to top button