ตลาดหุ้นกับฝันร้ายนักลงทุนไทย

ใครที่คาดหมายว่าตลาดหุ้นไทยจะมีดัชนีขับเคลื่อนเป็นขาขึ้นยามนี้ อาจจะต้องเปลี่ยนมุมมองหรือไม่ก็เปลี่ยนแว่นตาเสียใหม่


ใครที่คาดหมายว่าตลาดหุ้นไทยจะมีดัชนีขับเคลื่อนเป็นขาขึ้นยามนี้ อาจจะต้องเปลี่ยนมุมมองหรือไม่ก็เปลี่ยนแว่นตาเสียใหม่หลังจากที่สภาพัฒน์ ออกโรงมาปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจมวลรวมของประเทศในเชิงลบลงไปจากปัจจัยลบที่ถาโถมเข้ามาโดยเฉพาะเรื่องความเสี่ยงทางการเมือง

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สภาพัฒน์ ได้ปรับลดประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ในปีนี้ลงเหลือ 2.5-3.0% จากเดิมคาด 2.7-3.7% ซึ่งการปรับลดประมาณการ GDP มีปัจจัยหลักมาจากการหดตัวอย่างต่อเนื่องถึง 3 ไตรมาส ของการส่งออกไทย ซึ่งมีผลมาจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ โดยสภาพัฒน์ ยังได้ปรับลดประมาณการส่งออกไทยในปีนี้เป็น -1.8% จากเดิมคาดไว้ที่ -1.6%

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ ปรับลดลงมาที่ 1.7-2.2% จากเดิม 2.5-3.5% เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สภาพัฒน์ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีแรงส่งจากการบริโภคภาคเอกชน และการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยในปีนี้คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 28 ล้านคนเท่ากับประมาณการเดิม ในขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยว ปรับลดลงมาที่ 1.03 ล้านล้านบาท จากเดิม 1.27 ล้านล้านบาท

เลขาธิการสภาพัฒน์ ยังกล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในปี 66 ได้แก่ 1.เงื่อนไขทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจ 2.เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากกว่าคาด และความผันผวนในตลาดการเงินโลก  3.ภาระหนี้สินครัวเรือนและภาคธุรกิจ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 4.ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตภาคเกษตร

นัยของความหมายนี้บ่งบอกว่าอย่าคาดหวังว่าตลาดหุ้นจะขึ้นแรง เพราะผลประกอบการของหุ้นหลักบางกลุ่มอาจจะไม่ดีกว่าที่คาดหมายเอาไว้แล้วโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มธนาคาร และอสังหาริมทรัพย์ และหุ้นกลุ่มพลังงานอาจจะยังทรงตัวต่อไปอีกนานพอสมควร

ในขณะที่หุ้นกลุ่มโทรคมนาคมกำลังปรับตัวแย่งชิงตลาดในยุคใหม่กันจากคู่แข่งที่ยังเหลือกันแค่ 2 รายหลักอย่าง AIS และ TRUE-DTAC ที่ต้องแย่งชิงลูกค้าประเภท B2C กันรุนแรงมากขึ้น ส่วนธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์นั้นรายละเอียดน่าจะเป็นผลดีกับบางรายเท่านั้น แต่ก็เป็นตลาดทดแทนกันไม่ใช่การเติบโตโดยภาพรวมอย่างมีนัยสำคัญ

การเลือกรายการซื้อของหุ้นจึงเป็นการเลือกที่ยากกว่าปกติเพราะอาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดหมายเอาไว้

การเลือกแบบ selective buy จึงมีรายละเอียดที่นักลงทุนต้องฝึกฝนประสบการณ์ให้มากกว่ายามปกติที่ตลาดจะเป็นขาลงหรือขึ้นชัดเจน

ประเด็นน่าห่วงใยที่ชัดเจนของสภาพัฒน์ น่าจะเป็นห่วงสภาวะทางการเมือง ที่จะถ่วงรั้งโอกาสของการรุกคืบหน้าของรัฐบาลที่เมื่อวานนี้พรรคเพื่อไทย ประกาศอย่างเป็นทางการจับมือกับพรรคการเมืองอีก 10 พรรค ในการจัดตั้งรัฐบาลผสมซึ่งเป็นไปตามคาดหมายนั่นคือการนำเอาประเด็นเศรษฐกิจมาก่อนเสรีภาพ โดยประกาศเปิดเผยว่าจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่อย่างใด พร้อมกันนั้นยังถีบหัวส่งพรรคการเมืองใหญ่สุดที่ชนะการเลือกตั้งอย่างพรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน ก่อนจะมีการยุบพรรคดังกล่าวตามแผนการที่ฝ่ายอนุรักษนิยมวางหมากเอาไว้

ก้าวย่างดังกล่าว ทำให้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หัวหน้าแกนนำคนเสื้อแดงประกาศอำลาพรรคเพื่อไทย

และยังมีกระแสข่าวอีกว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรจะบินกลับจากดูไบที่เดินทางไปลี้ภัยยาวนานมายังเมืองไทยอีก ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศกูมียามนี้ ยากต่อการคาดเดาอนาคตเรียกว่าเข้าสู่ปัจจัยเสี่ยงเต็มรูปเพราะอาจจะเกิดการรัฐประหารโดยกองทัพที่จะฉวยโอกาสเข้ามายึดอำนาจกลับคืนอีกครั้งก็ได้

ความเสี่ยงทางการเมืองที่คาดเดายากยามนี้คาดว่าจะกินเวลาเป็นปีหรือหลายปีทีเดียวเพราะโอกาสที่จะแก้ไขเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวตามที่พรรคเพื่อไทยประกาศว่าจะใช้เศรษฐกิจนำหน้าเสรีภาพของประชาชนทำได้ยากมาก

ข้อกังวลของเลขาฯ สภาพัฒน์ จึงเป็นการตอกย้ำอีกครั้งว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยน่าจะไม่มีโอกาสขึ้นเท่าใดนัก เพียงแต่ประคองตัวเอาไว้ก็ยังค่อนข้างยากเสียแล้ว

เวรกรรมแท้ ๆ

Back to top button