“ดาวโจนส์” ปิดลบ 621 จุด หลังน้ำมันดิบทะยาน–บอนด์ยีลด์สหรัฐพุ่ง

ดัชนีดาวโจนส์ ปิดลบ 620.72 จุด ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หลังราคาน้ำมันพุ่งจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กดดันบรรยากาศการลงทุนและกระตุ้นแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการเงิน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพุธ (3 มิ.ย.69) โดยดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีปรับตัวลดลง หลังนักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 50,687.07 จุด ลดลง 620.72 จุด หรือ 1.21% ขณะที่ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,553.68 จุด ลดลง 56.10 จุด หรือ 0.74% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 26,853.98 จุด ลดลง 239.92 จุด หรือ 0.89%

ตลาดถูกกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านมีการตอบโต้ทางทหารรอบใหม่ รวมถึงมีรายงานความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค อาทิ สนามบินนานาชาติคูเวต ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และกระตุ้นให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันด้านพลังงานอาจส่งผ่านไปยังอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีข้อจำกัดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเลือกขายทำกำไรและลดความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์อ้างอิงสำคัญของต้นทุนทางการเงิน ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 3 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 4.489% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 2 จุดพื้นฐาน สู่ระดับ 4.078% สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อแรงกดดันเงินเฟ้อและแนวโน้มนโยบายการเงินของ Fed

ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน หลังนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เตือนอิหร่านว่า สหรัฐฯ อาจกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบอีกครั้งหากมีความจำเป็น ขณะที่อิสราเอลและสหรัฐฯ ยังคงมีความพร้อมทางทหาร ส่งผลให้ตลาดกังวลต่อความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลางมากขึ้น

โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ปรับตัวขึ้น 2.41% ปิดที่ 96.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 1.89% ปิดที่ 97.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ Philadelphia Semiconductor Index (.SOX) ปรับตัวขึ้น 1.39% สะท้อนว่ากระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม Magnificent Seven ส่วนใหญ่จะปิดในแดนลบ โดย Meta Platforms ปรับตัวขึ้น 4.24% สวนทางหุ้นขนาดใหญ่รายอื่นในกลุ่ม

นายบิล นอร์ธีย์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการลงทุนของ U.S. Bank Wealth Management กล่าวว่า ตลาดกำลังเผชิญแรงดึงระหว่างพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังแข็งแกร่ง กับความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจสร้างความเสี่ยงด้านลบต่อเศรษฐกิจโลก

“กรอบการวิเคราะห์ของเรามุ่งเน้นไปที่ระยะเวลาของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ และยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อนานเท่าไร โอกาสที่ Fed จะผ่อนคลายนโยบายการเงินในปี 2026 ก็จะยิ่งลดลง” นอร์ธีย์กล่าว

Back to top button