มอง SET ยังมีโมเมนตัมฟื้นตัวต่อเนื่องได้

SET จะยังคงมีโมเมนตัมฟื้นตัวได้ต่อ เนื่องจากคาดตัวเลขการส่งออกและ GDP ไตรมาส 3/2566 ของไทยจะออกมาฟื้นตัวต่อเนื่อง


InnovestX วิเคราะห์ว่า ดัชนีเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลายตัวบ่งชี้ถึงความเสี่ยงของผู้บริโภคสหรัฐฯ มีมากขึ้นจาก (1) สงครามตะวันออกกลางทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยความคาดหวังเงินเฟ้อของ U. of Michigan ปรับตัวเพิ่มขึ้น แม้ว่าเงินเฟ้อผู้ผลิตและเงินเฟ้อผู้บริโภคสหรัฐฯ เริ่มลดลงเกินคาดก็ตาม ส่วนหนึ่งเกิดจากน้ำมันที่ถูกลงมาก แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินเฟ้อพื้นฐาน เช่นค่าเช่าและค่าจ้างที่ชะลอลง ซึ่งส่วนหนึ่งสะท้อนถึงความต้องการบริโภคที่ชะลอลงเช่นกัน

(2) ต้นทุนการกู้ยืมที่สูง โดยดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านปัจจุบันอยู่ใกล้เคียงระดับ 8% ขณะที่ดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตและรถยนต์สูงสุดในรอบหลายสิบปี ท่ามกลางภาระการจ่ายค่างวดสินเชื่อเพื่อการศึกษาที่เพิ่มขึ้น 

(3) ภาวะตลาดแรงงานที่เริ่มเปราะบาง เห็นได้จากอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นเกินคาด การจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ปรับตัวลง พร้อมกับการเติบโตค่าจ้างที่ชะลอลง โดยเฉพาะภาคบริการ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคและแนวโน้มการใช้จ่ายของผู้บริโภคและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน และทำให้ยอดค้าปลีกลดลงทั้งเทียบกับปีก่อนและเดือนก่อน  

โดยการบริโภคสินค้าขนาดใหญ่และสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์และเฟอร์นิเจอร์ หดตัวลง ซึ่งภาพเหล่านี้สอดคล้องกับผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ เช่น Home Depot  และ Under Armour  รวมถึง Target ที่ลดลงจากยอดขายที่ลดลงเป็นหลัก บ่งชี้กำลังซื้อที่ลดลง 

นอกจากนั้น หากพิจารณาปัจจัยอื่น เช่น ดัชนี Leading Economic Index ของ Conference board ที่ลดลงมากขึ้นในช่วงหลัง และภาคการผลิตสหรัฐฯ ดูจะมีความเสี่ยงมากขึ้น ทั้งจากภาคการผลิตสินค้า และภาคบริการ ที่เริ่มชะลอลงตามดัชนี ISM PMI สิ่งเหล่านี้บ่งชี้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นแล้วและจะเพิ่ม Momentum มากขึ้น

ในส่วนของตลาดหุ้นไทยนั้น InnovestX มองว่า SET จะยังคงมีโมเมนตัมฟื้นตัวได้ต่อ เนื่องจากคาดตัวเลขการส่งออกและ GDP 3Q66 ของไทยจะออกมาฟื้นตัวต่อเนื่อง อีกทั้งคาดมีความคาดหวังเชิงบวกต่อเม็ดเงินการลงทุนในกองทุน TESG ที่จะเข้ามาราว 1 หมื่นลบ. ใน ธ.ค. นี้ นอกจากนั้นตัวเลขภาคการผลิตของสหรัฐฯ คาดยังแข็งแกร่งแม้จะมีสัญญาณชะลอตัวลง ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ “Selective Buy” ดังนี้ 

1) หุ้น Big Cap. (SET50) ที่คาดเป็นเป้าหมายการลงทุนจากแผนจัดตั้งกองทุน TESG เพื่อกระตุ้นการลงทุนใน ตลท. ระยะยาว ซึ่งเราได้คัดเลือกหุ้นที่อยู่ในดัชนี SETESG ที่มีคุณสมบัติน่าสนใจ ดังนี้ 1) ได้ ESG Rating “AAA” หรือ “AA” และ 2) ราคาหุ้นปรับตัวลงแรงกว่า SET YTD เลือก SCGP, OR, CPALL, BEM, GULF, CRC, HMPRO   

2) หุ้น Earning Play ซึ่งคาดโมเมนตัมกำไรไตรมาส 4/66 จะยังเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน และเป็นไตรมาสที่ดีสุดของปี เลือก ERW, AOT, AP 

3) ขณะที่ระยะกลางแนะนำระมัดระวังหุ้นที่คาดได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่จะกระทบต่อกำลังซื้อภาคเกษตรลดลง ได้แก่ กลุ่มสินเชื่อ (MTC, SAWAD) กลุ่มยานยนต์ (SAT, STANLY) กลุ่มเครื่องดื่ม (CBG จากราคาน้ำตาลที่สูงขึ้น) รวมถึงกลุ่มเกษตรและอาหาร (CPF, GFPT, BTG)

Back to top button