ใหญ่เลือกได้ พลวัต 2016

ค.ศ. 1983 หรือเมื่อ 28 ปีมาแล้วที่จีนยอมรับข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไม่ได้มาตรฐานรถยนต์โลกในทุกด้าน จึงเปิดทางให้บริษัทต่างประเทศคืบคลานเข้าไปลงทุนในจีนในรูปของบริษัทร่วมทุนกับท้องถิ่นเพื่อดูดซับเทคโนโลยีผลิตรถยนต์


วิษณุ โชลิตกุล

 

ค.ศ. 1983 หรือเมื่อ 28 ปีมาแล้วที่จีนยอมรับข้อเท็จจริงว่า รถยนต์ที่ผลิตในประเทศไม่ได้มาตรฐานรถยนต์โลกในทุกด้าน  จึงเปิดทางให้บริษัทต่างประเทศคืบคลานเข้าไปลงทุนในจีนในรูปของบริษัทร่วมทุนกับท้องถิ่นเพื่อดูดซับเทคโนโลยีผลิตรถยนต์

นับตั้งแต่ค.ศ. 2000 เป็นต้นมา ผลของการเปิดกว้างทางนโยบาย ทำให้ผลผลิตรถยนต์ของจีนก้าวกระโดดทั้งคุณภาพและปริมาณ จนกระทั่งในปัจจุบัน ตลาดรถยนต์จีน เป็นตลาดรถยนต์อันดับหนึ่งของโลก แซงหน้าสหรัฐฯไปเรียบร้อยแล้วด้วยยอดผลิตรถยนต์ปีละมากกว่า 2 ล้านคัน

งานเซี่ยงไฮ้ มอเตอร์โชว์ กลายเป็นงานแสดงรถยนต์ที่ปรากฏในแผนที่หลักของโลกอย่างมั่นคงยิ่งนัก เพราะทุกค่ายรถยนต์ต่างมองเห็นศักยภาพของตลาดรถยนต์ในจีน

ในขณะที่เทคโนโลยีการผลิตก็ก้าวหน้ามากขึ้น หลายบริษัทจีน รุกคืบเข้าไปซื้อบริษัทรถยนต์ที่มีปัญหาทางการเงินในสหรัฐฯและยุโรปมาไว้ในร่มธงกันหลายรายอย่างเปิดเผย และจีนกลายเป็นชาติส่งออกรถยนต์ทุกประเภทที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

มาถึงวันนี้ จีนรุกคืบอีกครั้ง เพราะทางเลือกของการเล่นเกมแห่งผลประโยชน์อยู่ในกำมือจีนไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากความใหญ่ทำให้สั่งได้ตามต้องการ

คำสั่งของคณะกรรมการระดับชาติในการปฏิรูปและพัฒนาเศรษฐกิจ (NDRC) ได้ออกคำสั่งที่จะมีผลบังคับในปลายเดือนมกราคมนี้เป็นต้นไปถึงแผนอุตสาหกรรมใหม่ เริ่มตั้งแต่การตัดรถยนต์ออกจากบัญชีส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งหมายถึงปิดประตูตายสำหรับค่ายรถยนต์ใหม่ๆ ที่จะเข้าไปในจีน

นอกจากนั้น บริษัทรถยนต์ต่างชาติที่เข้าไปยึดครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ในจีนอยู่แล้ว แม้จะยังสามารถดำเนินการได้ตามปกติ แต่หากจะขยายโรงงาน หรือสร้างใหม่ จะต้องถูกกำหนดเงื่อนไขให้ย้ายโรงานไปยังดินแดนตอนในประเทศมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น แบบรถยนต์ที่ต่างชาติจะผลิตจำหน่าย จะถูกจำกัดให้น้อยลง เพื่อเปิดทางให้กับรถยนต์ “100% จีน” มากขึ้น เพียงแต่โรงงานผลิตชิ้นส่วนรถุยนต์ที่สำคัญที่จีนยังไม่สามารถผลิตได้คุณภาพดีเท่า ก็จะได้รับอนาญาตให้เปิดใหม่ตามปกติ จนกว่าจะถึงเวลาอันสมควรในอนาคต

เพียงแค่เงื่อนไข 2 ข้อข้างต้น มันก็เป็นฝันร้ายสำหรับค่ายรถยนต์ต่างชาติไปเสียแล้ว เพราะว่า มันคือสัญญาณบ่ายคล้อยของตลาดที่เคยเติบโตไม่หยุดยั้งอย่างชัดเจน หลังจากที่อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศของจีนเริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในหลายปีมานี้ โดยเฉพาะปีล่าสุดที่อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 3% เทียบกับ 30% เมื่อปี 2553

ผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจจีน มีเหตุผลอธิบายว่าทำไมพวกเขาถึงเปลี่ยนนโยบาย เพราะข้อเท็จจริงบ่งชัดว่า นับแต่เปิดกว้างให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในรูปบริษัทร่วมทุนกับจีน ปรากฏว่าในปัจจุบัน ตลาดรถยนต์ส่วนใหญ่ของจีน ถูกครอบงำโดยต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

ตลาดรถยนต์จีนถูกค่ายรถยนต์ต่างชาติยึกครองไปมากถึง 85% แล้ว โดยค่ายที่ครองอันดับสูงสุดคือ เจเนอรัล มอเตอร์ส ของสหรัฐฯที่สูญเสียตลาดในบ้านเกิดตนเองให้ญี่ปุ่น แต่มาเอาชนะในจีน โดยมีโฟล์กสวาเก้นเจ้าตลาดเดิมที่เคยเข้ามาก่อนใคร เป็นอันดับสอง ในขณะที่รถยนต์ยี่ห้อจีนล้วนกลับมีส่วนแบ่งตลาดน้อยนิด

รสนิยมของผู้บริโภคในจีนคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้เป็นเช่นนี้  เพราะส่วนใหญ่ของผู้บริโภค ไม่พึงพอใจกับการเป็นเจ้าของยี่ห้อรถยนต์ในประเทศ เพราะไม่เพียงแต่การออกแบบ ระบบรักษาความปลอดภัย ความคล่องแคล่วในการขับขี่ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่า คือเหตุผลในการเลือกใช้รถยนต์ยี่ห้อต่างชาติ โดยเฉพาะของค่ายยุโรปที่ราคาแพงกว่า

พร้อมกันนั้น จีนก็แสดงนโยบายชัดเจนว่า หากค่ายรถยนต์ต่างชาติยังคงต้องการจะยึดครองส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ในจีนในอนาคต สิ่งที่พวกเขาต้องเร่งกระทำก็คือ การพัฒนารถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในอนาคตของจีน หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับนโยบายรถมอเตอร์ไซค์มาแล้ว

เมื่อทศวรรษก่อน จีนตั้งนโยบายส่งเสริมการผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง เพื่อขจัดรถมอเตอร์ไซค์ใช้น้ำมันออกไปจากท้องถนน ผลลัพธ์จากการส่งเสริมเอาเป็นเอาตายอยู่ที่ ค่ายรถมอเตอร์ไซค์ต่างชาติสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในจีนให้กับค่ายมอเตอร์ไซค์จีนเกือบทั้งหมด และช่วยให้ท้องถนนของจีนปลอดมลพิษจากควันดำไปได้มหาศาล พร้อมกับทำให้พัฒนาการในการหวังเป็นเจ้าผลิตแบตเตอรี่สำหรับยานพาหนะทุกชนิดในโลกประสบผล

เป้าหมายเช่นเดียวกันกำลังวางไว้สำหรับธุรกิจรถยนต์ เพราะรัฐบาลจีนหวังว่าจะผลักดันให้ค่ายรถยนต์จีนเป็นหนึ่งในหัวแถวของการผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าในอนาคต โดยอาศัยความใหญ่ของตลาดในประเทศเป็นแรงขับสำคัญ

ต่างชาติที่อยากได้ส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์จีน จำเป็นต้องสนองตอบนโยบายดังกล่าวโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ค่ายรถยนต์จีนจะสามารถพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าออกมาด้วยคุณภาพที่เท่าเทียมหรือเหนือกว่า ซึ่งจะยิ่งทำให้ค่ายรถยนต์อื่นทั่วโลกต้องฝันร้ายอย่างรุนแรง

จีนกำลังเร่งให้บริษัทจีนแท้ผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างแข่งขันกับเวลา และยังเร่งพัฒนาความสามารถผลิตแผงไฟจากแสงอาทิตย์เพื่อนำมาขับเคลื่อนรถยนต์ในระยะยาว

จีนนั้น รู้ดีว่าพวกเขาจะไม่มีทางขับไล่ค่ายรถยนต์ต่างชาติออกจาตลาดด้วยวิธีการดิบเถื่อนทางการเมืองได้เหมือนชาติกำลังพัฒนาทั้งหลาย และไม่สามารถใช้นโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจที่คับแคบได้ แต่จะต้องเอาชนะด้วยขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและการตลาดที่เหนือกว่า ภายใต้เงื่อนไขที่ชัดเจน และเป็นไปได้

การดูดซับเทคโนโลยี และการพัฒนาต่อยอดด้วยตนเอง คือการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จีนกำลังเรียนรู้โดยยกตัวอย่างกรณีรถมอเตอร์ไซค์และรถไฟความเร็วสูงที่ผลักดันตัวเองให้เหนือกว่าชาติอื่นๆ เป็นต้นแบบ

ถือเป็นโมเดลธุรกิจที่ต้องติดตาม

Back to top button