การปรับครม.ที่น่าผิดหวัง

ดัชนีตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้ปิดตลาดในแดนบวกเล็กน้อยจากข่าวในประเทศ 2 ข่าว คือข่าวรัฐบาลเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2568 วงเงินสูงถึง 3.48 ล้านล้านบาท กับข่าวการปรับครม.ชุดใหม่


ดัชนีตลาดหุ้นไทยเมื่อวานนี้ปิดตลาดในแดนบวกเล็กน้อยจากข่าวในประเทศ 2 ข่าว คือข่าวรัฐบาลเสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2568 วงเงินสูงถึง 3.48 ล้านล้านบาท กับข่าวการปรับครม.ชุดใหม่ซึ่งไม่ได้มีอะไรโดดเด่นเป็นเพียงการเล่นเก้าอี้ดนตรีธรรมดา ยกเว้นการแต่งตั้งทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่นำโดยนายพิชัย ชุณหวชิร

แม้ยังไม่ชัดเจนว่าข่าวไหนเป็นตัวทำให้ดัชนีหุ้นยืนในแดนบวก แต่นักวิเคราะห์มองกันว่าทั้งสองเรื่องนี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะดีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะจะมีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณมากขึ้นระหว่างไตรมาสที่สี่เป็นต้นไป

เมื่อดูจากเหตุผลของนักวิเคราะห์แล้วจะเห็นได้ว่าความพึงพอใจของนักวิเคราะห์ได้ให้น้ำหนักต่องบประมาณแผ่นดินมากกว่าทีม ครม.ชุดใหม่  เพราะนักวิเคราะห์บางคนมีมุมมองว่าการที่ตัดนายปานปรีย์ พหิทธานุกร ออกจากทีม ครม.เศรษฐกิจจะทำให้การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนอ่อนเปลี้ยลงอย่างมีนัยสำคัญ

ผลพวงแบบนี้ทำให้มุมมองของนักวิเคราะห์ต่อการปรับครม. ดูน่าผิดหวัง เพราะนอกเหนือจากการเล่นเก้าอี้ดนตรีแล้วยังไม่เห็นนโยบายใหม่ ๆ จากทีมเศรษฐกิจที่โดดเด่นเลย

เพียงแต่มุมมองของนักวิเคราะห์อาจจะประเมินต่ำเกินไปสักหน่อยซึ่งในแง่หนึ่งก็เป็นผลดีเพราะช่วยลดแรงกดดันจากความคาดหวังที่เกินเลยและเปิดช่องให้ทีมเศรษฐกิจได้มีเวลาสร้างผลงานที่อาจจะเซอร์ไพรส์ขึ้นมาได้ในภายหลัง

แต่หากทีมเศรษฐกิจไม่สามารถพลิกสถานการณ์นำเสนอนโยบายที่แปลกใหม่และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจได้ รัฐบาลอาจต้องมีการปรับ ครม. อีกครั้งก่อนที่รัฐบาลจะพังเสียก่อน เพราะบุญเก่าของพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค และงานลงทุนสร้างสาธารณูปโภคนั้นไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่ที่เป็นจุดขายได้อีกต่อไปแล้ว เพราะเวลานี้ความรู้สึกของประชาชนในเรื่องความยุติธรรมของสังคมและการผูกขาดทางเศรษฐกิจโดยกลุ่มทุนหยิบมือเดียวได้เป็นหมุดหมายสำคัญของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศแทนการแจกเงินหรือการเติบโตของจีดีพี

การปรับ ครม. ที่ไม่ให้ความหวังใด ๆ กับประชาชนจึงถือว่าเป็นด้านมืดของนโยบายพรรคการเมืองอย่างพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลชุดนี้

ในขณะที่การไล่ล่าพรรคการเมืองที่หัวก้าวหน้าอย่างพรรคก้าวไกลที่ถึงขั้นจะยุบพรรคในปลายเดือนพฤษภาคมนี้น่าจะเป็นระเบิดเวลาทางการเมืองครั้งสำคัญที่ชี้ขาดชะตากรรมของประเทศมากกว่าการปรับ ครม. ที่น่าผิดหวังครั้งนี้

วิษณุ โชลิตกุล

Back to top button