พาราสาวะถี

เผชิญแรงกระแทกอย่างต่อเนื่องจริง ๆ สำหรับ อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะยังไม่ทันได้พักยกหายใจหายคอจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ก็มาต่อด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา


เผชิญแรงกระแทกอย่างต่อเนื่องจริง ๆ สำหรับ อนุทิน ชาญวีรกูล เพราะยังไม่ทันได้พักยกหายใจหายคอจากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ก็มาต่อด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ฝ่ายเขมรเปิดฉากโจมตีจนเป็นผลให้ทหารไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายนาย โดยภาพที่สะท้อนถึง ภาวะสับสนในการจัดลำดับความสำคัญของการแก้ปัญหาของผู้นำ ก็คือ วางคิวที่จะลงไปในพื้นที่ชายแดนทันที สุดท้ายก็ต้องปรับแผนเรียกประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงที่ทำเนียบรัฐบาลแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่สมควรทำ

การลงพื้นที่ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานเท่ากับ การสร้างภาระให้กับฝ่ายปฏิบัติ ภายใต้สถานการณ์ตึงเครียดการเผชิญเหตุ การดำเนินการอพยพเป็นเรื่องหน้างานที่ทุกหน่วยในพื้นที่มีแผนบริหารจัดการอยู่แล้ว ขณะที่ฝ่ายกองทัพ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็บอกแล้วว่าให้อำนาจกองทัพในการตอบโต้เต็มที่ หน้าที่ของฝ่ายบริหารคือการสนับสนุนทุกเรื่องที่ทางฝ่ายความมั่นคงร้องขอ และ ต้องจัดทีมตอบโต้การให้ข้อมูลเท็จของฝ่ายเขมร อันเป็นบทบาทเชิงรุกโดยกระทรวงการต่างประเทศ

เห็นได้ว่าทันทีที่เกิดเหตุการณ์ พลเอกเตีย เซรยฮา รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา ได้โพสต์เฟซบุ๊กอ้างว่า กองทัพไทยเปิดฉากยิงถล่มกองกำลังกัมพูชา ที่อำเภอจอมกระสานต์ จังหวัดพระวิหาร โดยที่กองกำลังกัมพูชาไม่ได้โต้ตอบ และได้แจ้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน หรือ AOT ทราบ และวางแผนที่จะแนะนำให้ AOT สืบสวนเพื่อความยุติธรรม ขณะที่ฝ่ายไทยให้ทางกองทัพเป็นผู้ชี้แจง ทั้งที่ ต้องทำควบคู่กับฝ่ายบริหารเพื่อสื่อสารให้กับชาวโลกให้รับรู้ด้วยเช่นกัน

มาถึงนาทีนี้ประเด็นที่ว่าตอบโต้ตามกฎการปะทะนั้นคงไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้เปิดฉากก็ถึงเวลาที่จะต้องโต้ตอบอย่างเฉียบขาด เหมือนกับที่เกิดปรากฏการณ์ของทหารแนวหน้าที่พากันติดแฮชแท็ก #ให้มันจบที่รุ่นเรา#กู้ศักดิ์ศรีคนไทยทหารไทยประเทศไทย ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายนโยบายและผู้นำเหล่าทัพทั้งหลาย จะจัดการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปเลยหรือไม่ หากมองไปยังอีกฝ่ายจะเห็นได้ว่ามีการเตรียมพร้อมมานานแล้ว ถึงขั้นที่ ฮุน เซน ประกาศยกเลิกภารกิจทั้งหมด นั่งเป็นผู้บัญชาการรบด้วยตัวเอง

ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่จอมทัพเท่านั้น สไตล์ผู้นำเขมรจอมลวงโลก ยังได้อ้างอีกว่า ทหารเขมรอดทนต่อการที่ถูกทหารไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงใส่ก่อนมา 2 วันแล้ว ทำให้อดทนต่อไปไม่ไหวจึงต้องตอบโต้ เป็นการสร้างข่าวเท็จ เพื่อเรียกร้องความสงสารจากนานาชาติ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่านอกเหนือจากปฏิบัติการทางทหาร และการให้ข้อมูลโดยฝ่ายกองทัพแล้ว คณะทำงานด้านต่างประเทศของรัฐบาลก็มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการชี้แจงด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และรวดเร็วเช่นกัน

ส่วนการเปิดฉากโจมตีไทยหนนี้ของเขมรไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ส่วนหนึ่งเป็น ผลพวงมาจากการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปนั่นเอง แนวโน้มจากการชี้แจงและหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำเสนอต่อที่ประชุมแล้ว จะเห็นได้ว่าฝ่ายเขมรน่าจะเป็นรอง และทำท่าว่าจะตกเป็นจำเลยในสายตาชาวโลก จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากเปิดการสู้รบรอบใหม่ แน่นอนว่า หลังจากปะทะกันไปเมื่อ 24-28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ต่างฝ่ายต่างก็มีบทเรียน ย่อมถูกปรับนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรบครั้งนี้ให้ฝ่ายของตัวเองเป็นผู้กำชัยให้ได้

อยู่ที่ว่าทางฝ่ายไทยในฐานะที่ถูกมองว่ามีศักยภาพที่เหนือกว่า จะกล้าจัดการให้เด็ดขาด ไม่ต้องทำตัวเป็นสุภาพบุรุษเหมือนที่ผ่านมาอีกหรือไม่ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ตั้งแต่บ่ายวันอาทิตย์ (7 ธันวาคม) บรรดาสายเหยี่ยวทั้งหลายต่างหงุดหงิดที่ทางกองทัพไทยไม่ได้ตอบโต้ชนิดเอาให้แหลกไปข้าง เสียงจาก ไพศาล พืชมงคล ซึ่งสนิทชิดเชื้อกับอดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้นำเหล่าทัพหลายรายในปัจจุบัน น่าจะเป็นการสะท้อนความรู้สึกของเหล่านักรบฮาร์ดคอร์ทั้งหลายได้เป็นอย่างดี ฝูงราชสีห์ที่หมาเป็นหัวหน้า จะแพ้ฝูงหมาที่มีราชสีห์เป็นหัวหน้า

จริงอยู่แผนในการรบ และยุทธวิธีทางทหารเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ ทุกอย่างต้องรอบคอบ รัดกุม และหวังผลทั้งในแง่ของชัยชนะ และรักษาชีวิตของกองกำลังให้ได้มากที่สุด แต่ทุกครั้งที่มีข่าวทหารไทยสูญเสีย และบาดเจ็บจากการกระทำของฝ่ายตรงข้าม มันย่อมนำมาซึ่งความรู้สึกร่วมของคนทั้งประเทศ ที่ต้องการให้เกิดปฏิบัติการเอาคืนให้สาสม ปิดเกมให้เรียบร้อย ตามที่ประชาชนแนวชายแดนเรียกร้องพร้อมที่จะเจ็บแต่จบ

เมื่อประเมินจากการเตรียมพร้อมของกองทัพแล้ว การเปิดฉากปะทะรอบนี้คงไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่พื้นที่ 4 จังหวัดอีสานเหมือนหนก่อน แต่น่าจะรวมไปถึงพื้นที่ทางฟากตะวันออก ทั้งสระแก้วที่มีการสั่งอพยพคนออกจากพื้นที่เสี่ยง รวมไปถึงจันทบุรีและตราดด้วย โดย พลโทวรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่สั่งการและบัญชาการด้วยตนเอง มีคำสั่งกองทัพภาคที่ 1 และกองกำลังบูรพาพร้อมรบทุกมิติ และตอบโต้ขั้นสูงสุด

เมื่ออนุทินนำผู้นำเหล่าทัพแถลงมอบหมายหน้าที่การตอบโต้เป็นเรื่องของกองทัพ ก็รอดูมาตรการจะเป็นอย่างไร ส่วนการชี้แจงแถลงไขที่ว่ากันไปตามเนื้อผ้าโดยกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศก็ต้องช่วงชิงความได้เปรียบต่อฝ่ายตรงข้าม เหลืออีกหนึ่งอย่างที่รัฐบาลโดยท่านผู้นำจะต้องทำให้เห็นถึงการเป็นประเทศที่มีศักยภาพมากกว่าเขมร นั่นก็คือ การจับมือกับนานาประเทศกดดันกัมพูชาในลักษณะโลกล้อมเขมร โดยชูประเด็นแหล่งซ่องสุมสแกมเมอร์ระดับโลกเป็นตัวนำ ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละประเทศโดยเฉพาะพี่เบิ้มทั้งหลายมากดดันให้ไทยไปจูบปากเขมร อย่าทำตัวเป็นเบี้ยล่างยอมให้ใครมาจูงจมูก

อรชุน

Back to top button