พาราสาวะถี

หลังจากออกตัวแรงด้วยการชูประเด็นภาษีมาบีบไทยกับกัมพูชาให้หยุดยิงทันทีได้ผล ตามมาด้วยการกดดันให้ผู้นำทั้งสองประเทศร่วมลงนามในปฏิญญาสันติภาพในการประชุมสุดยอดอาเซียน


หลังจากออกตัวแรงด้วยการชูประเด็นภาษีมาบีบไทยกับกัมพูชาให้หยุดยิงทันทีได้ผล เมื่อคราวปะทะกันหนก่อน 24-28 กรกฎาคม ตามมาด้วยการกดดันให้ผู้นำทั้งสองประเทศร่วมลงนามในปฏิญญาสันติภาพในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่มาเลเซียเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่การเปิดศึกครั้งใหม่ระหว่างสองประเทศรอบนี้ โดนัลด์ ทรัปม์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา กลับไม่ได้รีบร้อนแสดงบทพระเอก หรือเร่งถามหาสันติภาพสั่งให้สองประเทศยุติการสู้รบเหมือนที่ผ่านมา

เรื่องของการยกหูพูดคุยกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กับ ฮุน มาเนต ผู้นำเขมร ก็ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องชวนให้คิดไม่น้อย ไม่น่าจะใช่เหตุผลที่ว่าผู้นำไทยประกาศท่าทีแข็งกร้าวก็จัดการกับผู้รุกรานให้เรียบร้อยก่อน และไม่กลัวการนำเรื่องภาษีมาเป็นเครื่องมือในการบังคับให้ไทยต้องทำตาม แต่น่าจะเป็นประเด็นท่าทีของเขมรมากกว่า เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่า ฮุน เซน อาจอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อขอหลบลี้หนีไปซุกประเทศจีน และจำเป็นต้องรับเงื่อนไขจากพญามังกรมากกว่าที่จะฟังทรัมป์

นั่นหมายความว่า หากสุ่มสี่สุ่มห้าสั่งเด็ดขาดเหมือนรอบที่ผ่านมา มีโอกาสที่จะหน้าแหกเอาได้ง่าย ในกรณีบทบาทของจีนที่มีกับเขมรนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะมีอยู่ประเด็นหนึ่งเมื่อต่อจิ๊กซอว์ทางการข่าวแล้ว จะพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเรื่องจริง นั่นก็คือ พลเอกเตีย เซรยฮา รองนายกฯ และรัฐมนตรีกลาโหมเขมร ได้มีการปฏิเสธข่าวที่ ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา มีการแจ้งเตือนเมื่อคืนวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมาว่า เขมรมีการเคลื่อนรถดาวเทียม และรถองค์ประกอบ PHL เข้าพื้นที่จังหวัดกัมปงธมเป็นเรียบร้อยแล้วว่า ไม่เป็นความจริง

ไม่รู้ว่าเป็นกลเกมหลอกให้ตายใจของรัฐมนตรีกลาโหมเขมรหรือไม่ แต่ถ้ามองในแง่ของการถูกสั่งมาจากประเทศผู้ผลิตขีปนาวุธ PHL-03 ที่มอบให้เขมรไว้ใช้งานหลังการฝึกร่วมเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ก็มีความเป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะระบบขีปนาวุธดังกล่าวซึ่งจีนเป็นเจ้าของนั้นมีความสามารถในการยิงหลายลูกพร้อมกันในระยะทางไกลถึง 130 กิโลเมตรจากตำแหน่งยิง และรัศมีการทำลายล้างสูง สามารถสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างขนาด 8 สนามฟุตบอลเลยทีเดียว

เหตุผลที่ถูกสั่งไม่ให้นำไปใช้งาน เพราะพญามังกรเกรงว่าถ้าเขมรเปิดเกมด้วยอาวุธที่ร้ายแรงเช่นนี้ การสู้รบก็จะไม่ได้อยู่ในวงจำกัด แต่จะบานปลายกลายเป็นสงครามที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง ดังนั้น ในฐานะพี่เบิ้มแห่งเอเชียจึงต้องทำทุกทางเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น ในทางการทูต กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน แถลงต่อสื่อที่กรุงปักกิ่ง ในฐานะเพื่อนและเพื่อนบ้านใกล้ชิดของทั้งกัมพูชาและไทย จีนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้ความอดทน และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดขยายวงบานปลายอีกครั้ง

พร้อมย้ำว่า สนับสนุนให้ทั้งสองประเทศคืนสู่โต๊ะเจรจา เพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคอาเซียน ขณะที่ในทางลับมีการประสานพูดคุยเพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลามใหญ่โตกว่าที่เป็นอยู่ โดยที่ฝ่ายไทยก็ได้ร้องขอในเรื่องการยึดพื้นที่ซึ่งฝ่ายเขมรได้รุกล้ำให้สำเร็จก่อน การประกาศจะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพเป็นภัยคุกคามนั้น ถ้าทำสำเร็จไม่ได้เกิดผลดีต่อประเทศไทยเท่านั้น จีนก็จะได้รับอานิสงส์ในการเข้าไปช่วยเหลือฟื้นฟูให้กับทางฝั่งเขมร อันจะทำให้บทบาทในเรื่องดังกล่าวอยู่เหนือสหรัฐฯที่พยายามจะเข้าไปครอบงำแทนที่จีนนั่นเอง

ส่วนประโยชน์ทางการเมืองสำหรับอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ถ้าสถานการณ์เป็นใจ กองทัพสามารถบรรลุเป้าหมายตามที่วางไว้ โดยความสูญเสียทั้งในแง่กำลังพลและพลเรือนไม่ได้มากกว่าที่มีการประเมินกันไว้ ก็น่าจะทำให้กระแสรักชาติ สร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคสีน้ำเงินได้ เพียงแต่ว่าระหว่างนี้เมื่อให้บทบาทนำในการรักษาอธิปไตย ปกป้องประเทศไปกับทางกองทัพแล้ว ผู้นำรัฐบาลและฝ่ายบริหารก็ต้องกล้าที่จะปฏิเสธแรงกดดันในการกลับเข้าสู่วงเจรจาในระยะเวลาอันใกล้นี้ด้วย

ประเมินการขับเคลื่อนของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ยืนยันเรื่องการไม่เจรจาในช่วงนี้เพราะประเทศไทยยังไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย ประกอบกับการที่ เชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ได้ส่งหนังสือถึงเลขาธิการยูเอ็น และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสโลวีเนียประจำสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ผู้เป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ประจำเดือนธันวาคม 2568 เพื่อแจ้งต่อการที่กัมพูชาละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยอย่างร้ายแรง ถือเป็นการประกาศท่าทีแข็งกร้าว และช่วงชิงความได้เปรียบในเวทีสากล  

ขณะเดียวกัน เสี่ยหนูและคณะจะมัวหลงระเริงกับคะแนนนิยมที่ฟื้นคืนมาอย่างเดียวไม่ได้ ต้องอย่าลืมว่าระยะเวลาการสู้รบที่ยืดเยื้อออกไป มันหมายถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องอพยพจากบ้านเรือน ขาดรายได้ หลังเหตุการณ์สงบก็ต้องเข้าสู่โหมดประเมินความเสียหาย และการช่วยเหลือเยียวยา นั่นคือภาระงบประมาณที่รัฐบาลต้องคิดหนักจะล่าช้าก็ไม่ได้ น้อยไปถ้าเทียบกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ก็ไม่น่าจะเป็นที่พอใจของประชาชน อันจะส่งผลต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น

ยังไม่นับรวมงบประมาณจำนวนไม่น้อยที่ต้องใช้สนับสนุนกองทัพในการทำศึก หลังเสร็จภารกิจก็ต้องมีการจัดงบซื้ออาวุธ ยุทโธปกรณ์มาเติมในส่วนที่ใช้ไปเพื่อเตรียมการรองรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นอีก ทั้งหมดล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ต้องอาศัยความสามารถในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จะเอามันและหวังผลทางการเมืองเพียงอย่างเดียวไม่ได้ ไหนจะเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้องที่ต้องดูแลกันให้เต็มที่ก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง สถานการณ์เหมือนจะเป็นใจให้พรรคสีน้ำเงินและเสี่ยหนู แต่โจทย์ไม่ง่ายที่จะทำทุกอย่างได้ตามใจต้องการ

อรชุน

Back to top button