
พาราสาวะถี
การดำเนินยุทธการทางทหารถือว่าประสบความสำเร็จ สำหรับประเทศไทยต่อการสู้รบกับกัมพูชา ในการยึดคืนพื้นที่ซึ่งถูกเขมรรุกล้ำเข้ามายึดครอง
การดำเนินยุทธการทางทหารถือว่าประสบความสำเร็จ สำหรับประเทศไทยต่อการสู้รบกับกัมพูชา ในการยึดคืนพื้นที่ซึ่งถูกเขมรรุกล้ำเข้ามายึดครองส่วนใหญ่ตั้งแต่ปี 2554 และมีส่วนหนึ่งที่เสียไปในคราวปะทะรอบแรก 24-28 กรกฎาคมที่ผ่านมา แต่เวลานี้กำลังเกิดคำถามว่า แล้วความสำเร็จในการดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ หลังจากได้ฟังบทสัมภาษณ์ของ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มันทำให้คนส่วนใหญ่อดสงสัยไม่ได้
บิ๊กเล็กถึงกับตัดพ้อว่า “จนถึงเวลานี้ไม่มีประเทศไหนมายืนเข้าข้างเรา ทุกคนพูดเหมือนเป็นกลาง แต่เหมือนไปยืนฝั่งกัมพูชา แล้วมาพูดให้เป็นกลาง เพราะฟังข้อมูลจากฝั่งกัมพูชาแล้วมองว่าเราเป็นประเทศใหญ่ที่ไปรุกราน ยืนยันว่าเรายึดกฎหมายเพื่อปกป้องและป้องกันตนเอง” นั่นแสดงให้เห็นถึงวิธีการของเขมรที่ไปป่าวประกาศตามเวทีต่าง ๆ ว่าพร้อมหยุดยิง และถูกไทยรุกราน ประสบความสำเร็จ โดยที่ประเทศต่าง ๆ ฟังข้อมูลด้านเดียวอย่างนั้นหรือ
ถือเป็นการบ้านที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะต้องแก้ให้ตก คำชี้แจงล่าสุดเชื่อได้เลยว่า คนไทยฟังแล้วยิ่งเพิ่งความสงสัยหนักเข้าไปอีก เพราะเจ้ากระทรวงบัวแก้วบอกว่า ยุทธศาสตร์ของกัมพูชาที่ผ่านมา ก็มีการแสดงจุดยืนว่า พร้อมหยุดยิง แล้วกัมพูชาไปบอกกับนานาชาติว่า เขาหยุดยิงแล้ว นานาชาติจึงมาถามว่าทำไมไทยถึงไม่หยุดยิง ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ คำตอบของสีหศักดิ์ที่ว่า “เราก็ต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจ” คำอธิบายต่อมามันไม่ได้สนับสนุนสิ่งที่พูดไป
เพราะรัฐมนตรีต่างประเทศบอกว่า “หากเขาไม่เข้าใจเรา เราก็ต้องเข้าใจตัวเอง ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เราต้องมีจุดยืน ซึ่งเมื่อเรามีจุดยืน ที่เราไม่ไปรุกรานเขา เราต้องการสันติภาพ และสันติภาพการหยุดยิงที่แท้จริง ก็หวังว่าเขาจะเข้าใจเราเช่นกัน และมิตรประเทศก็ควรที่จะเข้าใจเราและฟังเราด้วย เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องไปห่วงใยอะไรมาก เราก็ทำของเราไป มั่นใจในจุดยืนของเราและมั่นใจในตัวของเราเอง” มั่นใจแล้วจะไม่มีแรงกดดันใด ๆ ต่อประเทศไทยตามมาใช่หรือไม่
เนื่องจากการขยับของ โดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุดก็เป็นตัวส่งสัญญาณว่า ต้องการที่จะกดดันประเทศไทยให้ทำตามที่สหรัฐอเมริกาต้องการด้วยการกล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายโจมตีเขมรก่อน การพูดพล่อย ๆ เหมือนกับการบอกว่าทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเป็นอุบัติเหตุ ตรงนี้หากจะตอบโต้ กระทรวงการต่างประเทศก็ต้องออกแถลงการณ์ประณามต่อท่าทีของผู้นำมะกัน ไม่ต้องไปเกรงใจอะไรในเมื่อยืนยันความถูกต้องในสิ่งที่ฝ่ายกองทัพไทยได้ดำเนินการไป
เมื่อเชื่อมั่นในความจริงก็ต้องกล้าที่จะประกาศความจริงให้ทั่วโลกได้รับรู้ ไม่ต้องหงอ กลัวว่าจะสร้างความไม่พอใจใด ๆ ให้กับประธานาธิบดีที่หลุดโลกรายนี้ ซึ่งเข้าใจได้ว่าท่วงทำนองของทรัมป์ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเห็นจังหวะเคลื่อนของรัฐบาลจีน ในการแสดงบทบาทความเป็นคนกลาง อยากให้ทั้งสองประเทศหยุดยิงให้ได้ หากการดำเนินการดังกล่าวของจีนประสบความสำเร็จ นั่นหมายความว่า การสั่งให้ไทยกับเขมรหยุดยิงรอบก่อน และการบังคับให้เซ็นปฏิญญาสันติภาพที่มาเลเซียก็ไร้ความหมาย
ขณะเดียวกัน ท่าทีของ อนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะผู้นำประเทศ คงต้องขึงขังมากกว่านี้ ไม่ใช่เพียงแต่การแสดงความแข็งกร้าวต่อกระบวนการของกองทัพที่ตอบโต้ฝั่งเขมรอย่างถึงพริกถึงขิงเท่านั้น การโต้แย้งต่อประเทศที่แสดงออกถึงความไม่เป็นกลางก็ต้องกล้าที่จะสวนกลับเพื่อกระตุกให้สำนึกว่า ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน และควรต้องใช้เวทีที่เป็นกลางในการแสวงหาความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะมาเป็นผู้ชี้นิ้วว่าฝ่ายไหนผิดถูกอย่างที่เป็นอยู่
กระบวนการต้องเป็นไปเหมือนบทสรุปจากที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน วาระพิเศษที่เพิ่งจบไป ซึ่งทุกประเทศที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งต่างเห็นตรงกันให้ทั้งไทยกับกัมพูชา ไปเจรจาหาข้อยุติกันเองเป็นเรื่องทวิภาคี ที่ต้องไม่มีประเทศที่สามเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปหรือจีบีซีระหว่างสองประเทศเพื่อหาแนวทางในการหยุดยิง เห็นได้ว่าเมื่อเข้าสู่ภาวะหลังพิงฝาเขมรพยายามที่จะหาพวกเข้ามาเป็นกำแพงเพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นฝ่ายพ่ายแพ้บนเวทีนานาชาติ
การนัดหมายประชุมจีบีซี ที่กำหนดจัดขึ้นที่จังหวัดจันทบุรีในวันนี้ (24 ธ.ค.) นั้น เขมรก็ยังเล่นแง่ใช้เล่ห์เหลี่ยมด้วยการให้ฝ่ายเลขานุการทำหนังสือแจ้งความประสงค์ให้จัดประชุมวาระพิเศษ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย โดยอ้างว่าต้องการคุยในสถานที่เป็นกลางและห่วงเรื่องความไม่ปลอดภัย แต่ฝ่ายไทยทำหนังสือตอบกลับ ยืนยันให้มาประชุมที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดจันทบุรี เพื่อแก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี โดยไม่ประชุมในประเทศที่สาม
นี่คือความตอแหลของฝ่ายเขมร ทั้งที่ ก่อนหน้านั้นในการประชุมจีบีซีก่อนที่จะมีการทำปฏิญญาสันติภาพ คณะของไทยที่นำโดยบิ๊กเล็กก็เดินทางไปประชุมที่เกาะกงของกัมพูชา โดยไม่หวั่นไหวในเรื่องของความปลอดภัยแต่อย่างใด แบบนี้เลยไม่รู้ว่าเป็นความปอดแหกของฝ่ายเขมรเอง หรือแค่ต้องการเล่นแง่หาเหตุยึดยื้อไปเรื่อย ไม่รู้จักแยกแยะระหว่างสนามรบกับสนามเจรจา เพราะความที่โกหกมาตลอด พูดเท็จเป็นจริงจริงเป็นเท็จ จนทำให้สิ่งที่ตัวเองโกหกคนอื่นวกกลับมาโกหกตัวเองเข้าให้
การยืนยันว่าเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ และต้องคุยกันสองฝ่ายเพื่อให้ได้ข้อยุติเป็นสิ่งที่ต้องทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ส่วนเรื่องการรบพุ่งมาถึงตรงนี้เชื่อแน่ว่าฝ่ายกองทัพไม่มีทางยอมใส่เกียร์ถอย โดยเฉพาะแนวรบฝั่งตะวันออกที่ทหารนาวิกโยธินเสียขาไป 1 นายจากการเหยียบทุ่นระเบิด ยังไงก็ต้องให้อีกฝั่งชดใช้อย่างสาสม ไม่ว่าจะอย่างไรก่อนที่จะหยุดยิง สถานการณ์แนวชายแดนที่ปะทะ กองทัพไทยต้องยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของชาติทุกตารางนิ้วกลับคืนมา และไปยืนอยู่ในจุดที่กุมความได้เปรียบให้ได้
อรชุน