ธปท. ไม่รู้ร้อน?

เหมือนว่า ปี 68 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนั้น มีแต่เรื่องที่ทำให้นักลงทุน “หนักใจ” และ “ท้อใจ” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


เหมือนว่า ปี 68 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนั้น มีแต่เรื่องที่ทำให้นักลงทุน “หนักใจ” และ “ท้อใจ” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะสิ่งที่คิดไว้ในแต่ละเรื่อง ไม่เป็นเหมือนที่คิดสักอย่าง ซึ่งเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นในการลงทุนอย่างแรง จึงสะท้อนออกมาด้วยการขายหุ้นทิ้งอย่างต่อเนื่อง และทำให้ดัชนีวนเวียนไปมาได้แค่ระดับ 1,250-1,300 จุดในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาไงล่ะคะ

ซ้ำร้ายไปกว่านั้คือ ในช่วงปลาย พ.ย. ต่อเนื่องถึงเดือน ธ.ค. ประเทศไทยดันเจอกับปัญหาเงินบาทเกิดอาการแข็งค่าผิดปกติ ซึ่งจากเคยยืนอยู่ที่ระดับ 32.50 บาท ดันแข็งค่าต่อเนื่องมายืนอยู่ที่ 31 บาท เล่นเอาคนที่ทำธุรกิจส่งออกร้องจ๊ากกันเป็นแถว เพราะหมายความว่า ในช่วงเดือนสุดท้ายที่เป็นจังหวะโกยเงินต้องเจอกับการขาดทุน 1.50 บาทในทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่ขายได้ไงล่ะคะ

ถ้านับตั้งแต่ต้นปีจะเห็นผลกระทบที่รุนแรงหนักกว่าเดิม เพราะในช่วงนั้นค่าเงินบาทยืนอยู่ที่บริเวณ 34 บาท แต่วันนี้เงินบาทดันแข็งโป๊กสุด ๆ ซึ่งเกิดผลต่างสูงถึง 3 บาท หรือพูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ แข็งค่าขึ้นราว 9% ขณะที่ผู้ส่งออกทำกำไรในบรรทัดสุดท้ายได้ดีสุดประมาณ 7% จึงประสบกับปัญหาขาดทุน 2% ในทันที หากยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ รับรองว่า เอสเอ็มอีเจ๊งอีกเพียบนะจ๊ะ

นอกจากนี้เมื่อดูคู่แข่งประเทศเวีดนามที่ขายสินค้าคล้ายกับไทย และมีราคาขายที่เป็นดอลลาร์ เพื่อส่งออกไปยังตลาดโลกเหมือนกัน แต่เงินดองดันมีการอ่อนค่าค่อนข้างเยอะ จึงทำให้ผู้ประกอบการเวียดนามที่ทำส่งออกอู้ฟู่กันเป็นแถว จนก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า ธปท. ของประเทศไทยล้วนเป็นผู้มีความรู้ และเป็นระดับด็อกเตอร์กันทั้งนั้น แต่ทำไมไม่แอ็กชันอะไรออกมาเลยเจ้าคะ

งานนี้มีข้อเสนอแนะจากผู้รู้สำนักต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ธปท. ควรทำการแทรกแซงเงินบาทเป็นระยะ เพราะที่ผ่านมาทำการแทรกแซงน้อยเหลือเกิน หรืออาจมีการผลักดันให้ผู้ประกอบการลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ แต่ที่พูดถึงกันมากก็คือ การใช้ยาแรงอีกครั้งด้วยการ “หั่นดอกเบี้ย” และ ออกพันธบัตร เพื่อซื้อดอลลาร์เหมือนกับประเทศอื่น ๆ ที่ทำกันมากขึ้นพะยะค่ะ

ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องถูกต้องขนาดไหน? หรือแก้ปัญหาได้อยู่หมัดไหม? คงเป็นเรื่องที่แบงก์ชาติต้องออกมาพูดเอง เพราะอีฉันแค่ทำหน้าที่บอกเล่าสิ่งต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการอยากเห็นการตอบสนองจากแบงก์ชาติอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเวลานี้ไม่สามารถปล่อยให้ผู้ประกอบการมืดแปดด้านไม่ได้ และคนที่ควรจะออกมาไขความกระจ่างอีกครั้งว่า ควรใช้แนวทางใดก็คือคุณน้อง “วิทัย” นะจะบอกให้

ตรงนี้แหละ!..ที่หลายคนอย่างเห็นการแอ็กชันที่มากกว่าเดิม ไม่ใช้ให้ผู้คนเฝ้ารอดอกพิกุลร่วงหล่นจากปาก เพราะสิ่งที่เกิดมันกระทบวงกว้างจริง ๆ ผนวกกับ “โมนิก้า” ได้ยินเสียงรบเร้าจากบรรดาผู้ประกอบการส่งออกดังขึ้นเรื่อย ๆ จึงอยากให้คุณน้องลงมือทำเสียที! ไม่ใช่พูดไปเจื้อยแจว หรือภายในแบงก์ชาติมีปัญหาขบเหลี่ยมเฉือนคมอะไรอีก ผู้ส่งออกจะได้ทำใจรับสภาพ และหาทางแก้ปัญหากันเอาเองค่ะ

ส่วนบรรยากาศการลงทุนก็คงไม่มีอะไรที่น่าตื่นเต้น ซึ่งเห็นได้จากมูลค่าการซื้อขายเบาบางลงอย่างชัดเจน แถมต่างชาติยังมีรูปแบบการเล่นแบบลากมาตบเหมือนเดิม รวมทั้งการซื้อกองทุนหุ้นเพื่อลดหย่อนภาษี ก็ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนที่คาดหวัง อีฉันเลยมองว่า การที่ดัชนียืนปิดที่ระดับ 1,259.25 จุด ลบไป 5.52 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.72 หมื่นล้านบาท เป็นเรื่องปกติของเล่นหุ้นก่อนหยุดปีใหม่เจ้าค่ะ

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button