
พาราสาวะถี
ทำให้บรรยากาศการเปิดรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตเมื่อวันเสาร์ตามมาด้วยจับเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์วันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องที่คนให้ความสนใจน้อยลงทันที
ทำให้บรรยากาศการเปิดรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขตเมื่อวันเสาร์ตามมาด้วยจับเบอร์ปาร์ตี้ลิสต์วันอาทิตย์ที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องที่คนให้ความสนใจน้อยลงทันที เพราะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาหรือจีบีซี ซึ่งมีการนัดหมายลงนามยุติหยุดยิงที่เบื้องต้นจะพักยกกันเป็นเวลา 72 ชั่วโมง นับตั้งแต่หลังเที่ยงวันของวันที่ 27 ธันวาคมเป็นต้นไป หากไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทุกอย่างเงียบสงบทางฝั่งไทยจะมีการปล่อยตัว 18 เชลยศึกให้กับเขมรทันที
แน่นอนว่า ด้วยความที่เขมรไว้ใจไม่ได้ ทำให้คนไทยส่วนใหญ่ รวมไปถึงทหารฝ่ายปฏิบัติ ไม่มีใครเชื่อว่าทุกอย่างมันจะเป็นไปตามที่ตกลงกันได้ ทำให้ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงกับต้องประกาศผ่านการแถลงข่าว ยืนยันต่อประชาชน และกำลังพลทุกนาย ว่า การหยุดยิงในครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี ในเวทีทางการทูตเพื่อกลับเข้ามาแก้ปัญหาร่วมกันอีกครั้ง รัฐบาลและกองทัพจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตัดสินใจทุกขั้นตอนบนข้อเท็จจริง โดยยึดถืออธิปไตย ศักดิ์ศรีของชาติ ความปลอดภัย และการใช้ชีวิตที่เป็นปกติสุขของประชาชน
บิ๊กเล็กยอมรับว่า เข้าใจดีถึงความรู้สึกโกรธ เจ็บปวด และห่วงใยชาติบ้านเมือง รัฐบาลไม่เคยมองข้ามเสียง เหล่านี้ และ ไม่ได้ประมาทต่อบทเรียนจากความสูญเสียที่ผ่านมา ด้วยความกังวลนี่เอง พลอากาศเอกประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องประกาศสร้างความมั่นใจให้กับคนไทย ไม่ต้องห่วงทหารทุกคนจะยังไม่ไปไหน แม้แต่ช่วงปีใหม่ ก็จะยังไม่กลับบ้าน จะประจำการชายแดน พร้อมรับทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะนักบินกองทัพอากาศ
หวังกันว่าผลการดำเนินการในครั้งนี้จะสามารถกดดันเขมรไม่ให้ลุกขึ้นมาต่อกรกับประเทศไทยได้อีก มีการจับอาการของ เตีย เซรยฮา รองนายกฯ และรัฐมนตรีกลาโหมของเขมร ที่เดินมาร่วมประชุมกับบิ๊กเล็กพร้อม ฮุน มานิต รองผู้บัญชาการทหารบก และผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลาโหม ลูกชายของ ฮุน เซน ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด มาคุยกับ FourEyes 35 นาที ประชุมลงนาม 15 นาที แล้วเดินทางกลับทันที แม้แต่นักข่าวขอสัมภาษณ์ก็ไม่หันมามอง แต่ของจริงต้องรอฟังหลังกลับไป เขมรจะพูดเหมือนที่ฝั่งเราแถลงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ผลของการประชุมและนำไปสู่การลงนามในครั้งนี้ มีบทสรุปร่วมกันคือ การจัดทำแถลงการณ์ร่วม หรือ Joint Statement ระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งหมด 16 ข้อ เพื่อใช้เป็นหลักการสำคัญ ในการแก้ไขปัญหาระหว่างสองประเทศแบบทวิภาคีอย่างแท้จริง โดยต้องมีการประกาศหยุดยิง อย่างเป็นทางการและจริงใจ การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริง และต่อเนื่อง เบื้องต้นคือ ทั้งสองฝ่ายเริ่มหยุดยิงตั้งแต่เวลาเที่ยงวันของวันเสาร์ที่ 27 ธันวาคมเป็นต้นไป
ประเด็นที่สำคัญที่สุดใน Joint Statement ฉบับนี้คือ ให้ทั้งสองฝ่าย ยังคงกำลังทหารในพื้นที่ระดับปัจจุบัน โดยต้องไม่มีการเคลื่อนย้าย หรือเสริมกำลังเพิ่มเติมเข้าหากัน และไม่มีการโจมตีหรือยั่วยุซ้ำ ติดตามและเฝ้าสังเกตการณ์การหยุดยิง เป็นเวลา 72 ชั่วโมง เพื่อยืนยันว่าการหยุดยิงเกิดขึ้นจริงและมีความต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อสถานการณ์สงบลงประชาชนจะสามารถกลับเข้าสู่ที่พักอาศัยได้อย่างปลอดภัย จากนั้นจะมีการปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย ที่เป็นไปตามหลักกฎหมายสากลที่กำหนดให้ปล่อยตัวเมื่อสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์
คำถามสำคัญคือ แล้วกลไกที่จะนำไปสู่การปฏิบัติจริง และการตรวจสอบการปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวใช้อะไรเป็นตัววัด ตามที่ลงนามร่วมกันจะใช้ คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนหรือ AOT ที่เป็นกลไกตามความร่วมมือของอาเซียนในการรักษาความมั่นคงของภูมิภาค โดยใช้สำนักงานประสานงานชายแดนของทั้งสองประเทศ ส่วนระดับนโยบายจะมีการสื่อสารโดยตรงผ่านสายด่วน ระหว่างรัฐมนตรีกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองฝ่าย ในกรณีจำเป็นผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่ายจะลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน
เรื่องสำคัญที่เขมรบ่ายเบี่ยงมาตลอดคือการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ผลจากการตกลงครั้งนี้ได้มีการเห็นพ้อง ในแนวทางลดความตึงเครียด และกำหนดกลไกปฏิบัติที่ชัดเจนผ่าน คณะทำงานร่วมกันด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม หรือ JCTF เพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีระบบ ปลอดภัย และโปร่งใส โดยจะต้องเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้แล้วเสร็จ ทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยก่อนที่จะมีการสำรวจและจัดทำหลักเขตในระยะต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณา Joint Statement ทั้ง 16 ข้อแล้ว มีการตั้งข้อสังเกตในข้อ 4 ที่จะระบุทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะอนุญาตให้พลเรือนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบ สามารถกลับคืนสู่บ้านเรือนและการดำรงชีวิตตามปกติของตนได้โดยเร็วที่สุด โดยปราศจากการขัดขวาง และด้วยความปลอดภัยและศักดิ์ศรี ภายในพื้นที่ของฝ่ายตนเอง จะเป็นการเข้าทางเขมรที่เตีย เซรยฮา ทำหนังสือมาคือ ชาวเขมรจะกลับมาอยู่ที่บ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว และบ้านคลองแผง จังหวัดสระแก้วอีกหรือไม่
ตรงนี้บิ๊กเล็กยืนยัน แถลงการณ์ระบุชัดการกลับคืนดังกล่าวมีคำว่าภายในพื้นที่ของฝ่ายตนเอง ในความหมายคือ พื้นที่ตรงไหนตรงนั้น ประเทศใครประเทศมัน ทั้ง 3 พื้นที่ทหารไทยยึดอธิปไตยคืนมาได้แล้วก่อนหยุดยิง ชาวเขมรจึงกลับมาไม่ได้แล้ว และความจริงพื้นที่ดังกล่าวนี้ก็เป็นพื้นที่ของประเทศไทย เป็นแผ่นดินไทยมีหลักฐานชัดเจนมายาวนาน เช่นนี้เป็นไปตามที่ พลโทวันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้โพสต์ไว้ “ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน มีแต่ของกูกับของมึงเท่านั้น” ส่งกำลังใจให้ทหารแนวหน้า แล้วก็ลุ้นกันต่อว่า เขมรจะไว้ใจได้หรือไม่
อรชุน