
CBAM เส้นทางวิบากผู้ส่งออกไทย
ปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการส่งออกไทยโลกยุคใหม่ จำต้องเผชิญหน้าไม่ใช่เรื่อง “เงินบาทแข็งค่า” แต่เป็นมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป
ปัญหาใหญ่ที่ผู้ประกอบการส่งออกไทยโลกยุคใหม่ จำต้องเผชิญหน้าไม่ใช่เรื่อง “เงินบาทแข็งค่า” แต่เป็นมาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า CBAM ที่กำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าบางประเภทที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคาร์บอน (Fee Carbon) ตามปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยในกระบวนการผลิต เพื่อสร้างความเท่าเทียมกับผู้ผลิตใน EU และป้องกันการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศ ที่ไม่มีการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Leakage)
งานวิจัยจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ระบุว่า การเรียกเก็บ Fee Carbon หากผู้นำเข้าสินค้าที่มีคาร์บอนสูงกว่าเกณฑ์ค่าเฉลี่ยที่กำหนด (Benchmark Value) ผู้นำเข้าจะต้องซื้อใบอนุญาต Carbon Certificate เท่ากับปริมาณก๊าซเรือนกระจกเกินค่าเฉลี่ย จากราคา Carbon Certificate เฉลี่ยอยู่ที่ 60-100 ยูโรต่อตันคาร์บอน ถือเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่หลายประเทศที่ทำลักษณะแบบนี้ ผู้ส่งออกสินค้ามีการจ่าย Carbon Price อยู่แล้วสามารถนำมาหักลดได้
สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ทำการศึกษา “มาตรการ CBAM กระทบผู้ส่งออกไทยมากน้อยเพียงไร..และผู้ส่งออกไทยควรเตรียมพร้อมอย่างไร เพื่อรับมือกับผลกระทบจากมาตรการ CBAM” ด้วยใช้ฐานข้อมูลใบขนสินค้าขาออกของกรมศุลกากรช่วงปี 2559-2567 เป็นรายธุรกรรม (Transaction) ครอบคลุมข้อมูลจำนวน 52,394 รายการ และฐานข้อมูลงบการเงินรายบริษัท Corporate Profile and Financial Statement (CPFS) ของกระทรวงพาณิชย์
หากวัดจากสัดส่วน Exposure ของไทยต่อมาตรการ CBAM พบว่า มูลค่าการส่งออกไม่สูงมาก และจำนวนบริษัทที่เข้าข่าย CBAM เรียกว่า Treated Firms ใน 3 สินค้าหลัก ได้แก่ ซีเมนต์ เหล็ก/เหล็กกล้า อะลูมิเนียม แบ่งขนาดบริษัทตามขนาดสินทรัพย์ พบว่า บริษัทรายใหญ่ในกลุ่มสินค้าเหล็ก 452 แห่ง รายเล็ก 230 แห่ง
แม้ว่าสัดส่วนจำนวนบริษัทและมูลค่าการส่งออกไทยไป EU ไม่สูงมาก แต่ควรมองระยะยาว ขณะเดียวกัน มีความกังวล 2 เรื่อง คือ 1)หากเจาะผู้ส่งออกของไทยตามโปรไฟล์รายเล็กและรายใหญ่ เห็นชัดว่า รายใหญ่มีการปรับตัว และศึกษาคาร์บอนที่แฝงไว้ในสินค้าและเริ่มลดก๊าซเรือนกระจก เมื่อเทียบกับรายเล็ก ที่ติดตามดูว่าจะสามารถปรับตัวได้หรือไม่
2)เบื้องต้นแม้ครอบคลุมเพียง 6 สินค้า แต่ระหว่างทางอาจขยายสินค้าเพิ่มเติมรวมถึงประเทศอื่น ๆ อาจนำมาตรการเหล่านี้มาใช้เพิ่มเติมได้ หากดูว่าจะกระทบผู้ส่งออกไทยมากน้อยขนาดไหน ผลการศึกษาพบว่าผู้ส่งออกเริ่มได้รับผลกระทบ ตั้งแต่เริ่มประกาศว่า จะใช้มาตรการ CBAM ปี 2563 เห็นมูลค่าการค้าเริ่มหดตัว แม้ว่ไม่ได้มีการเรียกเก็บและซื้อ Carbon Certificate เลย สะท้อนว่าผู้นำเข้าฝั่ง EU มีการปรับตัวค่อนข้างเร็ว รวมถึงผลกระทบต่อผู้ส่งออกของไทย มีความแตกต่างและไม่เท่าเทียมกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ส่งออกรายเล็กจะได้รับผลกระทบเชิงลบมากกว่ารายใหญ่
หากดูข้อมูลสินค้ากลุ่ม CBAM หรือ Treatment กับสินค้าทั่วไป หรือ Control จากข้อมูลตั้งแต่ก่อนและหลังประกาศใช้ CBAM พบว่า มูลค่าการส่งออกสินค้ากลุ่ม CBAM หรือ Treatment หดตัว 14% ช่วงปี 2563 และหดตัว 4% ช่วงปี 2566 ขณะที่สัดส่วนรายได้ จากการส่งออกไป EU เทียบบการส่งออกทั้งหมด ติลบ 2.7% ช่วงปี 2563 และหดตัว 2.6% ช่วงปี 2566
ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าผู้ส่งออกไทยจะมีการปรับตัว มีการส่งออกสินค้า Non CBAM นอกตลาด EU มากขึ้น โดยขยายตัว 2.8% จึงเห็นว่ามาตรการ CBAM เริ่มส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังสินค้า Non CBAM ที่ส่งออกไปตลาด EU ด้วย โดยหดตัว 1.5% สะท้อนความท้าทายทางอ้อมกับสินค้าอื่นด้วย
ขณะเดียวกันผู้นำเข้าฝั่ง EU มีการปรับตัวเช่นเดียวกัน โดยข้อมูลการนำเข้าและส่งออกทั่วโลก พบว่า กลุ่มประเทศที่ส่งออกสินค้า CBAM ไป EU โดยจัดกลุ่มเป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนสูง (ประเทศสกปรก) และประเทศปล่อยคาร์บอนต่ำ (ประเทศสะอาด) พบว่า ตั้งแต่ปี 2559-2567 ประเทศกลุ่ม EU เริ่มนำเข้าสินค้าประเทศปล่อยคาร์บอนสูงน้อยลงถึง 6.1% เทียบกับประเทศปล่อยคาร์บอนต่ำ..!!
ดังนั้นการรับมือ CBAM ต้องสร้างการรับรู้และสื่อสารเชิงรุกเกี่ยวกับมาตรการ CBAM การปรับตัวรับมือ ทั้งการทำเชิงรุกเรื่องการลดคาร์บอนให้เข้ากับความสามารถในการจ่ายและมองหาตลาดใหม่และการวัดค่าปริมาณก๊าซเรือนกระจก ที่ปัจจุบันผู้ทวนสอบเหล่านี้มีค่อนข้างน้อยและราคาสูง
จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องควรสนับสนุนผลักดันการซื้อขาย Carbon Certificate และเร่งให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือการจัดตั้งกองทุนในการช่วยผู้ประกอบการรายเล็กและเอสเอ็มอี ในการเปลี่ยนผ่านหรือลดก๊าซเรือนกระจก
ว่าแต่ปัญหาสำคัญของไทย..คือ “ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.” หรือ (พ.ร.บ.โลกร้อน) แม้ผ่านครม.ไปแล้ว..แต่ต้องลุ้นกันตัวโก่งว่า “รัฐบาลชุดใหม่” จะเร่งผลักดันเข้าสภาผู้แทนราษฎรมากน้อยเพียงใด..!!
เพราะนี่คือ “ความเสี่ยง” แบบปลายเปิด ที่ยากต่อการประเมินอย่างยิ่ง..!!??