พาราสาวะถี

เป็นไปตามคาด กรณีทหารเขมรยิงปืน ค. มาตกใส่หน้าเนิน 469 ในพื้นที่ช่องบก อุบลราชธานี ส่งผลให้จ่าทหารของไทยบาดเจ็บ 1 นาย


เป็นไปตามคาด กรณีทหารเขมรยิงปืน ค. มาตกใส่หน้าเนิน 469 ในพื้นที่ช่องบก อุบลราชธานี ส่งผลให้จ่าทหารของไทยบาดเจ็บ 1 นาย ทั้งกองทัพและกระทรวงการต่างประเทศส่งหนังสือประท้วงไปยังกัมพูชา เรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบและกล่าวขอโทษ ปรากฏว่า เจ๊มาลีโฆษกกระทรวงกลาโหมเขมร แถลงสีข้างถลอกย้ำเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากการเผาขยะ ทหารเขมรก็บาดเจ็บด้วย 2 นาย พูดง่าย ๆ เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ไม่ขอโทษ และไม่รับผิดชอบใด ๆ

ภาษาบ้าน ๆ ก็บอกว่า แก้ตัวแบบมักง่าย หรือพูดพล่อย ๆ ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่กระทบต่อความเชื่อถือระหว่างกันที่ได้ลงนามในข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งความจริงมันก็เป็นการตอกย้ำเขมรไว้ใจไม่ได้เป็นอย่างดี ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ จะแสดงท่าทีตอบกลับต่อเรื่องนี้อย่างไร เพราะได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่า เขมรต้องตอบให้ชัด เกิดเหตุได้อย่างไร ใครเป็นผู้กระทำ และต้องขอโทษประเทศไทยด้วย เมื่ออีกฝ่ายเมินเฉยต้องมีมาตรการกดดันเพื่อป้องปราม มิเช่นนั้น นี่อาจเป็นสารตั้งต้นที่ทำให้มีโอกาสจะเกิดการปะทะรอบสามได้

แน่นอนความพร้อมรบทางกองทัพไทยรออยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่า อีกฝ่ายก็อาศัยจังหวะพักยกเสริมกำลังกันอย่างเต็มที่ และมีการขีดเป้าหมายที่ต้องการจะยึดคืนไว้แล้วด้วย งานนี้ถ้าจะมีการยิงกันรอบใหม่ก็คงต้องจัดหนักไม่สนใจเรื่องการตอบโต้ตามสัดส่วนกันแล้ว ขณะเดียวกัน อาจจะโชคดีที่ว่ามีสิ่งที่ทำให้ ฮุน เซน อยู่ในอาการผวา เวลานี้ ผลพวงมาจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งทหารมะกันบุกเข้าไปจับตัว นิโกลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ถึงทำเนียบประธานาธิบดี แบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่สนใจกฎหมายที่ใช้ควบคุมการรุกราน รุกล้ำอธิปไตยของประเทศคู่กรณีใด ๆ

ด้วยข้ออ้างเป็นภัยต่อสหรัฐอเมริกาในฐานะเปิดทางให้ยาเสพติดทะลักเข้าประเทศ ทั้งที่เป้าหมายหลักคือ จะเข้าไปยึดครองน้ำมันภายในประเทศเขา การประชุมด่วนของ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติหรือยูเอ็นเอสซี ก็เป็นแค่พิธีกรรม แต่นั่นทำให้เกิดคำถามตามมาว่า เมื่อรัสเซีย และจีนได้ทักท้วงต่อการละเมิดกฎหมายเหล่านั้นแต่จากการที่สหรัฐฯ มีสิทธิวีโต้ได้ ทำให้ไม่มีบทลงโทษหรือมติใดที่จะเล่นงานมหาอำนาจโลกได้ เช่นนี้แล้ว จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้สองชาติที่เป็นพันธมิตรกันทำตามได้หรือไม่

รัสเซียใช้กำลังบุกยูเครนทำสงครามให้สิ้นซาก ยึดครองดินแดนที่ต้องการ จีนบุกไต้หวันรวบเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับแผ่นดินใหญ่ให้รู้แล้วรู้รอด แบบนี้สถานการณ์โลกเป็นเรื่องที่น่าห่วง แต่เอาเฉพาะกรณีของจีนกับเขมรถ้าจะให้เชื่อมโยงกับประเด็นทรัมป์และเวเนซุเอลา หาก สี จิ้นผิง เห็นว่าฮุน เซน เป็นตัวการที่ทำให้กัมพูชาคือแหล่งรวมของอาชญากรข้ามชาติ ศูนย์กลางของแก๊งสแกมเมอร์ แล้วเปิดปฏิบัติการทางทหารลากตัวผู้นำทางจิตวิญญาณของเขมรไปลงโทษ ใครก็คงจะทักท้วงไม่ได้ ซึ่งนั่นก็ อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อีกฝั่งต้องคิดหนัก หากยังอยากจะทำศึกกับประเทศไทย เพราะจีนได้แสดงบทบาทนำจนนำไปสู่การหยุดยิงหนนี้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ชายแดน หากสงบเรียบร้อย อาจไม่ถูกใจบางฝ่าย บางพวกที่หวังผลจะใช้ความไม่สงบสร้างคะแนนนิยม ถึงตรงนี้ต้องยอมรับว่าฝ่ายกองทัพแม้ในระดับนำจะแสดงออกนอกหน้าว่าให้การสนับสนุนใครในมิติทางการเมือง แต่เมื่อคำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นกับผู้ใต้บังคับบัญชาหากการสู้รบยังยืดเยื้อ ย่อมไม่ส่งผลดีต่อทุกฝ่าย จึงจำใจให้ฝ่ายกุมอำนาจไปหาช่องทางในการที่จะใช้เหตุการณ์สู้รบที่ผ่านมาไปสร้างกระแสเอาเอง

อย่างที่บอกไว้ ถ้าสแกนจากป้ายหาเสียงที่ถูกชูเป็นนโยบายหลักของพรรค เริ่มเห็นแล้วว่ามีการพูดถึงแก๊งสแกมเมอร์ ทุนสีเทา สุดท้ายก็จะไปจบกันในช่วงโค้งสุดท้ายด้วย วิชาสามานย์ในการกล่าวหาพรรคคู่แข่ง ผนวกเข้ากับการใช้กลไกรัฐที่ต้องสนองตอบต่อคำสั่งการของผู้บังคับบัญชากับการเล่นงานฝ่ายตรงข้าม โดยการอ้างข้อกฎหมายต่าง ๆ การแจ้งความดำเนินคดี เหล่านี้มีการเตรียมกันชนิดที่ว่าเป็นขบวนการกันเลยทีเดียว

กลายเป็นว่าทำไปทำมา การเข้ากุมอำนาจเพื่อสร้างความได้เปรียบ โดยอาศัยมือของฝ่ายค้ำอย่างพรรคพลังประชาชน ส่งผลให้เพื่อไทยที่ทำท่าว่าจะตั้งตัวไม่ติด และยังมีปัญหาเรื่อง ทักษิณ ชินวัตร ถูกคุมขังอยู่ในคุก จึงน่าจะทำให้การสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ หวังผลได้น้อยกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ไม่ได้เป็นเช่นนั้น พลันที่มีชื่อของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็นแคนดิเดตนายก ฯ เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล และ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แล้วกลับดูดีมีราคามากกว่า

ประกอบกับการทำงานการเมืองของลูกชาย สมชายเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ไม่ได้สนใจเรื่องข้อกล่าวหาเป็นนอมินีหรือเครือข่ายของตระกูลชินวัตร คงตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เสนอนโยบาย พบปะแลกเปลี่ยนกับภาคเอกชน ภาคประชาสังคมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เน้นรับฟังไม่ตอบโต้ เป็นผลให้คะแนนดีวันดีคืน ผิดกับสองคู่หูเอ็มโอเอ มีเรื่องร้อนต้องคอยให้แก้กันไม่เว้นแต่ละวัน นั่นจึงทำให้การคาดหมายสูตรตั้งรัฐบาลครั้งหน้า เพื่อไทยจะเป็นพรรคหลัก ไม่ใช่พรรคสีน้ำเงินที่เดิมถูกมองว่าจะเป็นตัวยืนพื้น ไม่ว่าในฐานะพรรคแกนนำหรือตัวแปรสำคัญ

เท่ากับว่า สมการตั้งรัฐบาลยังไงเสียก็ต้องมีเพื่อไทย แนวโน้มน่าจะเป็นพรรคแกนนำเสียด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็อยู่เพียงแค่ว่าจะจับมือกับพรรคไหนแค่นั้น ถ้ามองตามหน้าเสื่อ เวลานี้คงมีแค่ 2 สูตรคือ ร่วมงานกับภูมิใจไทยบวกกล้าธรรม และพรรคเล็กอย่างประชาชาติ หรือ หันมาจูบปากกับพรรคประชาชนผสมกับพรรคเล็กพรรคน้อย ซึ่งอย่างหลังต้องได้รับไฟเขียวจากฝ่ายที่ไม่ต้องการให้พรรคส้มเข้าสู่อำนาจฝ่ายบริหารด้วย เมื่อมองไปยังการจัดทัพของพรรคสุดโต่งรอบนี้ มันมีอะไรแปลกแปร่งไปอย่างมาก ชนิดที่เรียกว่าเปลี่ยนเพื่อความอยู่รอดกันเลยทีเดียว

อรชุน

Back to top button