
พาราสาวะถี
พูดยังไม่ทันขาดคำว่าด้วยแรงกดดันจากจีนที่จะมีต่อเขมรปมแก๊งสแกมเมอร์ หากไม่จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เป็นที่พอใจ ดีไม่ดี สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแดนมังกร อาจจะใช้วิธีของ โดนัลด์ ทรัมป์ บุกจับตัว ฮุน เซน มาดำเนินคดี
พูดยังไม่ทันขาดคำว่าด้วยแรงกดดันจากจีนที่จะมีต่อเขมรปมแก๊งสแกมเมอร์ หากไม่จัดการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เป็นที่พอใจ ดีไม่ดี สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแดนมังกร อาจจะใช้วิธีของ โดนัลด์ ทรัมป์ บุกจับตัว ฮุน เซน มาดำเนินคดีด้วยข้อหาเป็นภัยต่อคนทั้งโลกได้ เราจึงได้เห็นการออกแถลงการณ์ของฝั่งกัมพูชาว่าด้วยการจับกุม เฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งปรินซ์ โฮลดิง กรุ๊ป หรือปรินซ์กรุ๊ป หรือเจ้าพ่อสแกมเมอร์ ส่งตัวให้ทางการจีน พร้อม ๆ กับการประกาศถอนสัญชาติเขมรตามมาด้วย
ทั้งที่ความจริง นับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว หลังจากที่สหรัฐอเมริกาฟ้องร้องเฉิน จื้อ ในข้อหาฉ้อโกง ฟอกเงิน ดำเนินการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต และยึดสินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโทเคอร์เรนซีมูลค่ากว่า 430,000 ล้านบาท ก็ ไม่ปรากฏที่อยู่ที่แน่ชัดของเจ้าพ่อสแกมเมอร์ หรือพูดประสาโจรก็คือการกบดานนั่นเอง กระทั่งวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา เขมรจึงให้ข่าวว่ามีการจับตัวนักธุรกิจเทาค่อนดำรายนี้เมื่อ 6 มกราคม ก่อนส่งตัวให้จีน อย่างนี้ที่ผ่านมาจะเรียกว่า โจรอุ้มโจรได้หรือไม่
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์แรงกดดันด้านนี้แล้ว จึงน่าจะเป็นปัจจัยหนุนทำให้ผู้นำตระกูลฮุน ไม่มีเวลาที่จะมาคิดต่อกรกับไทยในการสู้รบตามแนวชายแดน แม้ว่าตลอดเวลานับตั้งแต่การหยุดยิงกองทัพไทยจะได้รับรายงานข่าวความเคลื่อนไหวทั้งการเสริมกำลังพล การซ่อมแซมเส้นทางลำเลียงที่ถูกถล่มไปก่อนหน้า ด้วยตั้งเป้าว่า จะยึดคืนพื้นที่ซึ่งถูกตีแตกพ่ายไป นั่นเป็นเพราะ หากยังดึงดันที่จะใช้วิธีการแบบเดิม โอกาสที่จะถูกทุบจากพี่ใหญ่แห่งเอเชียก็มีสูง ว่ากันว่า ท่าทีที่ ฮุน มาเนต ผู้ลูกไปสรรเสริญเยินยอเอาใจผู้นำสหรัฐฯ ก่อนหน้านั้น สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำจีนไม่น้อย
ขณะเดียวกัน ที่ต้องจับตามองคือ การเปลี่ยนตัวประธานอาเซียนจากมาเลเซียเป็นฟิลิปปินส์ ซึ่งมีการรับไม้ต่อกันตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา บทบาทในการเป็นผู้ประสานเพื่อให้เกิดสันติสุขในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น น่าจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับ อันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำแดนเสือเหลือง ไม่ว่าความเคลื่อนไหวในระดับนานาชาติจะเป็นอย่างไร แต่รายงานข่าวจากกองทัพยังคงวางกำลังอยู่ในความพร้อมรบตลอดเวลา ด้วยความเชื่อร่วมกันของทหารทุกระดับ เขมรไว้ใจไม่ได้
ส่วนการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งคงไม่ต่างกัน ประเภทชกใต้เข็มขัดก็จะเห็นภาพความเข้มข้นเพิ่มขึ้นตามลำดับ สวนทางกับระยะเวลาหย่อนบัตรที่งวดเข้ามาทุกขณะ พวกที่อวดตัวเป็นสุภาพบุรุษ ไม่มีการเล่นนอกเกม ไม่ใช่วิชาสามานย์ ใครคนไหนพูดให้สบถใส่ หรือถ้าจะออกแนวนักเลงหน่อยต้องบอกว่าถุยน้ำลายรดหน้าได้เลย เพราะมันไม่มีอยู่จริง แค่สร้างภาพให้ฝ่ายตัวเองดูดีเท่านั้น ถึงเวลานี้มีการเตรียมการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทุกรูปแบบ ใครจะโง่เข้ามากุมอำนาจแค่อึดใจเดียวแล้วไม่สามารถสร้างความได้เปรียบใด ๆ ได้
พวกนิสัยแบบฮุน เซน น่าจะเป็นแบบนั้นสำหรับระดับนำ หรือจอมวางแผนของฝ่ายกุมอำนาจ อย่างที่บอกว่า ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งมากเท่าไหร่ เราจะได้เห็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายเล่นงานคู่แข่งทางการเมืองกันแบบไม่รู้สึกละอายใจ ไม่ต้องพูดถึงฝ่ายปฏิบัติใครเป็นผู้บังคับบัญชาพร้อมก้มหัวศิโรราบเต็มที่ ยิ่งพวกที่ได้ชื่อว่ามีแบ็คดีด้วยแล้ว สามารถอ้างได้สารพัด ไม่ใช่เฉพาะพวกอยู่ในระบบราชการ แม้แต่ฝ่ายที่อ้างว่าเป็นอิสระ ยังยินดีที่จะได้รับการครอบงำ เพื่อแลกกับความดีความชอบ บวกผลประโยชน์ที่ยากปฏิเสธ
เมื่อหันไปมองมิติที่การต่อสู้กันว่าด้วยนโยบาย ไม่มีอะไรใหม่ ทั้งหมดวนลูปอยู่ภายใต้แนวคิดประชานิยมจำแลง พลิกแพลงหาแนวทางที่จะแจกสร้างแรงจูงใจกับประชาชน บางคนบางพรรคถึงขนาดร้องขอให้เลือกเพราะติดค้างสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จจากการมีอำนาจรอบนี้ ซึ่งก็แปลกดีที่ฝ่ายตรวจสอบกลับเมินเฉยกับเรื่องที่เกิดขึ้น จงใจทำตัวมืดบอด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ มองไปยังปูมหลังของผู้นำฝ่ายเจ้าหน้าที่ประจำ กับที่มาของกรรมการผู้คุมกฎ ก็ล้วนแต่เกิดจากอานุภาพ พลังอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่เป็นผลพวงจากเผด็จการสืบทอดอำนาจ ทั้งสิ้น
ขณะที่ประเด็นทุนเทา กลายเป็นวาทกรรมใหม่ที่ถูกนำมาใช้เพื่อดิสเครดิตกันทางการเมือง ทั้งที่เมื่อสแกนกันไปอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่า ทุกพรรคล้วนแต่มีพวกที่ทำมาหากินในลักษณะที่ชวนให้สงสัยกันจำนวนไม่น้อย เพียงแต่ว่าไม่สามารถจับได้ไล่ทันว่าแหล่งสร้างรายได้ของคนเหล่านั้นเกลือกกลั้วกับสิ่งโสมมหรือไม่เท่านั้น ในระดับนำของทุกพรรคต่างรู้ดี แต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะหลิ่วตาข้าง เนื่องจากคนพวกนั้นคือ นายทุนที่สนับสนุนพรรค และถือเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้สมาชิก และดึงดูดพวกเสือหิวทั้งหลายให้ย้ายคอก เปลี่ยนข้าง นั่นเอง
จังหวะที่พรรคการเมืองสาละวนกับการหาเสียง ทางกกต.ได้มีการส่ง คู่มือข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ แจกจ่ายให้แก่ครัวเรือนต่าง ๆ ทั่วประเทศจำนวน 19 ล้านเล่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่สะดุดตาคงเป็นการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการออกเสียงประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในกรณีข้อเสียที่กกต.บอกว่าอ้างอิงที่มาจากเหตุผลของผู้เสนอญัตติร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม และคำอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา
แต่การเลือกข้อเสียที่ว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองมากกว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตรา เนื่องจากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญรายมาตราสามารถจำกัดขอบเขตการโต้เถียงให้อยู่ในประเด็นที่แคบลง และทำให้ทุกฝ่ายสามารถมีข้อสรุปร่วมกันได้ง่ายยิ่งขึ้น และ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณในการจัดการออกเสียงประชามติ ทั้งที่ แสวง บุญมี เลขาธิการกกต.เพิ่งคุยฟุ้งทำประชามติพ่วงเลือกตั้งประหยัดงบไปกว่า 4 พันล้านบาท คู่มือแบบนี้ชี้นำหรือเปล่าไม่รู้ แต่ที่เห็นกันอยู่ กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา อย่าโกรธถ้าใครจะเรียก พวกกลางกระเท่เร่
อรชุน