
‘เศรษฐกิจไทย’ ผ่านแว่นขยายธปท.!
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ศักยภาพไทยเติบโตต่ำเหลือ 2.7% เร่งเดินหน้าออกมาตรการเฉพาะจุด
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินเศรษฐกิจไทย กำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง ศักยภาพไทยเติบโตต่ำเหลือ 2.7% เร่งเดินหน้าออกมาตรการเฉพาะจุด หลังนโยบายการเงินช่วยได้วงจำกัด มองการลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง ช่วง 2 ปี กระตุ้นจีดีพีเพียง 0.18%
มุมมองดังกล่าว..ถูกส่องผ่านจาก “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุชัดว่า เศรษฐกิจไทยปัจจุบันกำลังอยู่บน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ทั้งเรื่องผลิตภาพและขีดความสามารถการแข่งขัน ปัญหาเรื่อง Productivity ที่ต่ำ และไม่มีการลงทุนใหม่ ๆ มาหลายปี ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ระยะยาว
ปัจจุบันเศรษฐกิจไทย อยู่ท่ามกลางหนี้สาธารณะระดับสูง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงสุดอันดับต้น ๆ ของ โลก เช่นเดียวกันภาคธุรกิจเองมีหนี้สูงเช่นกัน ทำให้ปีนี้มีความท้าทายอย่างมาก เรื่องการรีไฟแนนซ์ (Refinance) หุ้นกู้บางส่วน ตลอดจนการเผชิญกับความเหลื่อมล้ำที่รุนแรง
ทั้งเรื่องการเงิน รายได้และโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ..!!
ขณะที่ปัญหาสังคมสูงวัย (Aging Society) ที่ส่งผลให้กำลังแรงงานของไทยลดลงอย่างมาก เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจลดลงจากเดิมเคยอยู่ที่ 3% ลดเหลือเพียง 2.7%
“เศรษฐกิจไทย” มีความไม่แน่นอนทางการเมืองจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 3 คน และเปลี่ยนรัฐมนตรีมากถึง 7 คน ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย ที่สำคัญไทยเผชิญกับปัญหาคอร์รัปชันและทุนเทา รวมถึงปัญหาเรื่อง Corporate Governance (CG) และการทุจริตในเมืองไทยรุนแรงมาก รวมถึงปัญหาเรื่องทุนสีเทาที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
หากดูภาพรวมเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) มีทิศทางลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอดีตเคยเติบโตเฉลี่ยที่ 5% ลดลงมาเป็น 4%, 3% และปัจจุบันเหลือเพียง 2%
ประเด็นที่น่าห่วงและน่ากังวล คือสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) หดตัวต่อเนื่อง 3 ปี หากสินเชื่อไม่เติบโต ปริมาณเงินในระบบที่ควรจะถูกสร้างขึ้นก็หายไป สิ่งนี้สะท้อนว่า SME กำลังมีปัญหาหนักและหากไม่ได้รับการแก้ไข (Credit Cost) ที่สูง จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยกู้เพิ่ม..!!
ขณะเดียวกันเกิดข้อจำกัดของนโยบายการเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้มีการเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง) ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยไทยอยู่ที่ 1.25% ถือว่าอยู่ระดับต่ำเป็นอันดับ 3 ของโลก เป็นรองจากสวิตเซอร์แลนด์และญี่ปุ่นเท่านั้น
“จากสถิติการลดดอกเบี้ยที่ผ่านมา รวม 1% (ปรับลด 4 ครั้ง) ช่วยกระตุ้นจีดีพีได้เพียง 0.18% ช่วงเวลา 2 ปี ถือว่าน้อยมาก เพราะปัญหาปัจจุบันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ไม่ได้แก้ได้ ด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องผ่านดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว หรือหากธปท.ลดดอกเบี้ยลง 0.50% จะช่วยเพิ่มเงินเฟ้อได้เพียง 0.1% เท่านั้น”
นั่นทำให้ธปท.จึงต้องขยับบทบาทจากเดิม ที่เน้นเพียงแค่การรักษาเสถียรภาพ (Stability) มาเป็นผู้ลงมือทำมากขึ้นไม่เป็นเพียงผู้ที่นั่งวิเคราะห์ปัญหา “อยู่บนหอคอยราชา” อีกต่อไป แต่จะต้องใช้มาตรการเฉพาะจุด (Targeted) เข้าไปแก้ปัญหาใน Real Sector
ตัวอย่างมาตรการที่ธปท.ทำปัจจุบัน เช่น มาตรการแก้หนี้และพยุงเศรษฐกิจรายย่อย ทั้งการช่วยลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียต่ำกว่าแสนบาท ที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ 1 ล้านคน ออกจากวังวนหนี้ได้หรือโครงการปิดหนี้ไวไปต่อได้ ที่เป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อใหม่เพื่อช่วย SME กลุ่มที่มีศักยภาพ
กลับมาสู่ประเด็นล่าสุด..กรณีธปท.ประกาศปรับลดอัตราเงินนำส่งสถาบันการเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงิน (FIDF) จาก 0.46% เหลือ 0.32% ต่อปีมีผลถึงสิ้นปี 2569 เพื่อช่วยลดต้นทุนระบบการเงินและประคองเศรษฐกิจ ช่วงที่ความเสี่ยงยังอยู่ระดับสูง เปิดพื้นที่ให้ธนาคารมีดูแลลูกหนี้และสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น
ในทางทฤษฎีถือว่ามาถูกทาง..แต่ว่าในทางปฏิบัติเมื่อธนาคารแต่ละแห่ง “เก็บตัวอยู่ในพื้นที่เซฟโซน” คงเป็นเรื่องสูญเปล่าอีกเช่นเคย.!?