ถอดรหัสการทูต ‘มังกรเยือนโสมแดง’

การเดินทางเยือนกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วันที่ 8-9 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา ถือเป็นฉากทัศน์ทางการเมือง ที่น่าจับตาสุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ


การเดินทางเยือนกรุงเปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วันที่ 8-9 มิ.ย. 69 ที่ผ่านมา ถือเป็นฉากทัศน์ทางการเมือง ที่น่าจับตาสุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ นัยสำคัญประการแรก คือ นี่คือการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกรอบ 7 ปีนับตั้งแต่ปี 2562 เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับจากประธานธิบดี “คิม จองอึน” อย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ ณ จัตุรัสคิมอิลซุง

ทว่าเบื้องหลังรอยยิ้มและการจับมือของ 2 ผู้นำ แฝงไปด้วยรอยร้าวลึก และการจัดระเบียบขั้วอำนาจใหม่ ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง.!!

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและเปียงยาง ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เมื่อ “คิม จองอึน” เลือกที่จะขยับเข้าใกล้รัสเซียของ “วลาดิมีร์ ปูติน” มากขึ้น ผ่านการส่งอาวุธและกำลังพลสนับสนุนสงครามยูเครน เพื่อแลกกับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทางการทหาร การกระทำดังกล่าวทำให้จีนตกอยู่ในสถานการณ์ที่กระอักกระอ่วน เพราะด้านหนึ่งจีนต้องการรักษาบทบาท “พี่ใหญ่” ผู้ทรงอิทธิพลเหนือคาบสมุทรเกาหลี แต่อีกด้านหนึ่ง จีน ไม่ต้องการถูกมองว่า ร่วมหัวจมท้ายกับพันธมิตรสายเหยี่ยวอย่างรัสเซียและเกาหลีเหนือ จนเสียสัมพันธ์กับชาติตะวันตก

การเยือนครั้งนี้ “สี จิ้นผิง” จึงจัดขึ้นเพื่อ “ทวงคืนพื้นที่อิทธิพล” กลับมาเป็นของจีนแต่เพียงผู้เดียวโดยใช้ไม้เด็ดอย่างความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ เช่น ข้าว ปุ๋ย และเปิดโครงการท่องเที่ยวข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกาหลีเหนือ ยังต้องการอย่างมาก เพื่อประคองระบบเศรษฐกิจที่ถูกคว่ำบาตรอย่างยาวนาน

ในทางกลับกันอิทธิพลที่จีนฟื้นฟูกลับมานี้ กลายเป็น “ชิปต่อรอง” ชิ้นสำคัญเมื่อ “สี จิ้นผิง” ต้องเดินทางไปพบกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ช่วงเดือนกันยายนนี้ เนื่องจากทรัมป์เอง แสดงท่าทีอยากเปิดเจรจากับ “คิม จองอึน” อีกครั้งมาโดยตลอด

ประเด็นที่สร้างความสั่นสะเทือนต่อความมั่นคงโลกมากสุดคือการที่จีนเปลี่ยนท่าทีต่อประเด็นนิวเคลียร์อย่างเห็นได้ชัด ในอดีตแถลงการณ์ของจีน จะย้ำจุดยืนเรื่อง “การปลดอาวุธนิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี” เสมอ ทว่านับตั้งแต่การพบกันของ 2 ผู้นำเมื่อปลายปีที่แล้ว คำว่า ปลดอาวุธนิวเคลียร์กลับเลือนหายไป จากหน้าประวัติศาสตร์การทูตของจีน เหลือเพียงคำกว้าง ๆ อย่างการรักษา “สันติภาพและความมั่นคง” นักวิเคราะห์ประเมินว่านี่คือ “การยอมรับโดยปริยาย” ว่า เกาหลีเหนือได้กลายเป็นรัฐนิวเคลียร์โดยพฤตินัยไปแล้ว สอดรับกับความต้องการของ “คิม จองอึน” ที่ต้องการให้นานาชาติยอมรับสถานะนี้เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของ UN ในอนาคต

ความทะเยอทะยานของโสมแดง ถูกตอกย้ำด้วยการเปิดตัวโรงงานผลิตส่วนประกอบนิวเคลียร์แห่งใหม่ และการเร่งสร้างกองทัพเรือติดอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ “คิม โยจอง” น้องสาวผู้ทรงอิทธิพลออกมาตราหน้าความพยายามของสหรัฐฯ ในการปลดอาวุธนิวเคลียร์ว่าเป็นเพียง “ความฝันที่ผิดยุคผิดสมัย” สอดคล้องกับข้อมูลจากฝั่งเกาหลีใต้ โดยประธานาธิบดี “อี แจมยอง” ที่ระบุว่า เกาหลีเหนือ มีศักยภาพผลิตระเบิดนิวเคลียร์เพิ่มขึ้นปีละ 10–20 ลูก และใกล้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) แล้ว จนทำให้เกาหลีใต้ ต้องส่งสัญญาณเตือนโลกให้เปลี่ยนเป้าหมายจากการกดดันให้ปลดอาวุธ เป็นการโน้มน้าวให้ระงับการผลิตชั่วคราวก่อนช่วงระยะสั้น

การมาเยือนเปียงยางของ “สี จิ้นผิง” ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการทูตทวิภาคี แต่คือการประกาศกร้าวต่อโลกว่า จีนจะไม่ยอมปล่อยให้คาบสมุทรเกาหลีหลุดลอยไปจากวงโคจรของจีน ไม่ว่าจะภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ หรือการแทรกแซงจากรัสเซียก็ตาม “ยุทธศาสตร์การทูตที่ยืดหยุ่น” แต่เฉียบขาดของจีนครั้งนี้ อาจช่วยบรรเทาความตึงเครียดระยะสั้น แต่ระยะยาว ได้สถาปนาระเบียบโลกแบบ “หลายขั้วอำนาจ” ที่มีเกาหลีเหนือ เป็นหนึ่งในผู้ถือครองอาวุธนิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์แบบ เป็นความจริงที่ยากจะปฏิเสธบนหน้าประวัติศาสตร์ยุคใหม่..!!

Back to top button