พาราสาวะถี

เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ มีพรรคการเมืองนำร่องถามทางว่าด้วยการแจกกระสุนขอเสียงสนับสนุน ในพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ประเดิมกันที่ 3,000 บาทต่อหัว


เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ มีพรรคการเมืองนำร่องถามทางว่าด้วยการแจกกระสุนขอเสียงสนับสนุน ในพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ประเดิมกันที่ 3,000 บาทต่อหัว ล่าสุด คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันหรือกกร. เป็นผู้เปิดข้อมูลผลสำรวจเอง เลือกตั้งหนนี้ ซื้อเสียงกันดุทะลุไปถึง 7,500 บาท ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เหตุผลคือบางพรรคการเมืองตั้งการที่จะปักธงมีสส.ให้ได้ แน่นอนว่า มันสอดคล้องกับข้อมูลที่ปรากฏมาก่อนหน้า มีการระดมทุนกันมหาศาลเพื่องานนี้โดยเฉพาะ

เมื่อก่อนอาจจะเดือดร้อนบรรดาหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ ในการที่จะต้องไปจัดสรรงบประมาณเพื่อมาสนับสนุนฝ่ายกุมอำนาจเพื่อใช้สำหรับภารกิจพาตัวเองกลับมาบริหารประเทศ แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป ไม่ใช่แค่รีดเลือดจากหน่วยงานยังมีการสั่งให้ใช้กลไกทุกรูปแบบที่มี เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคที่เหล่าผู้มีอำนาจบริหารอยู่ ผนวกเข้ากับ เม็ดเงินสีเทาที่ทุ่มเต็มที่ ด้วยความมั่นใจที่ว่าเมื่อพรรคที่หนุนหลังได้กลับมามีอำนาจ จะไม่แตะต้องเหล่ามิจฉาชีพเหล่านั้น

ภาพที่เห็น สิ่งที่ได้ยินกับการพูดถึงการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ พนันออนไลน์ หรือทุนสีเทาทั้งหลายแหล่ เป็นเพียงการแสดงบทบาทที่ยึดทฤษฎีตรงข้าม หรือถ้าเป็นสำนวนโบราณก็ พวกปากว่าตาขยิบ นั่นเอง แน่นอนว่า พฤติกรรมจ่ายกระหน่ำกันแบบนี้ รู้ดีกันในแวดวงว่าส่วนใหญ่จะเป็น พวกบ้านใหญ่ เพราะด้วยความมีอิทธิพลในพื้นที่ ย่อมรู้ดีว่าหว่านตรงไหนแล้วหวังผลได้ หัวคะแนนที่ไปทำหน้าที่สาดกระสุนต้องไม่พลาดเป้า ยิ่งลงทุนสูงต้องไม่เกิดความเสี่ยงที่จะสูญเปล่า ด้วยเช่นกัน

ขณะที่ราคาของคนเมืองหลวงและพื้นที่ใกล้เคียงไหลไปแตะเกือบหมื่นบาทต่อหัว ต่างจังหวัดตามข้อมูลของกกร.แยกเป็น ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ หัวละ 5,000 บาท ขณะที่ ภาคตะวันออกอยู่ที่ 3,000 บาทต่อหัว ราคานี้จะขยับต่างกันไป อยู่ที่ความยากง่ายของแต่ละพื้นที่ บางแห่งมีบารมี อาศัยอิทธิพล บวกเข้ากับกระแสอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องสาดกระสุนกันเต็มแม็กซ์ ส่วนบางพื้นที่อาจไม่มีการจ่าย เนื่องจากรู้ดีว่าสู้ไปยังไงก็ไม่ชนะ

สังเกตไม่ยากดูจากการวางตัวผู้สมัคร ข้อมูลจากภาคเอกชน และประชาชนรู้กันขนาดนี้ เป็นการบีบให้องค์กรที่จัดการเลือกตั้งต้องขยับ แต่อย่าได้แปลกใจที่ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. จะทำตัวเป็นนกรู้ สั่งการเป็นการภายใน นอกจากรณรงค์ให้คนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งให้มากแล้ว ยังต้องเน้นไปที่การไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง พร้อมอ้างหลักการข้อกฎหมายเดิม ๆ การรับเงินมีโทษตามกฎหมาย เป็นภัยต่อประเทศชาติและระบอบประชาธิปไตย

ขณะเดียวกัน ก็ปรามาสข้อมูลของภาคเอกชนเกี่ยวกับตัวเลขที่ปูดมาด้วยว่า เป็นไปในเชิงหลักการวิชาการมากกว่า บางครั้งข่าวกับข้อเท็จจริงมันคนละเรื่อง แทบไม่ต้องฟังคำอธิบายก็เดากันได้อยู่แล้วว่า มันต้องออกมาในรูปนี้ ใครจะไปบ้ารับเรื่องที่ทำให้เห็นองค์กร ซึ่งตัวเองดูแลต้องเสียหน้า ส่วนการที่สั่งให้ฝ่ายสืบสวน สอบสวน ดำเนินการป้องกัน ป้องปราม อย่างเคร่งครัดไม่พูดเสียจะดีกว่า ชาวบ้านร้านรวงเขารู้กันอยู่แล้วว่า ผู้คุมกฎไร้น้ำยาที่จะจัดการเรื่องพรรค์นี้อยู่แล้ว

ประเภทรอจัดการคืนวันหมาหอน หากยังยึดแนวทางนี้อยู่ ก็ไม่มีวันที่จะจับได้ไล่ทันบรรดาเขี้ยวลากดินอยู่แล้ว ไปดำเนินการวันนั้นก็ไม่มันการณ์ สุนัขมันคาบไปรับประทานหมดแล้ว กระสุนที่เตรียมพร้อมขนาดนี้ เริ่มมีการปล่อยของกันแล้วในหลายพื้นที่ โดยบางแห่งบอกว่า ตัวเลขที่ปรากฏนั้นแค่มัดจำ รอใกล้วันหย่อนบัตรจะมีเติมให้ ส่วนบางแห่งที่ถูกเพ่งเล็งก็ไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรงของนักเลือกตั้งอยู่แล้ว จังหวะลงพื้นที่หาเสียงชนิดเคาะประตูบ้านนี่แหละ คือช่วงเวลาที่สามารถเสนอความห่วงใยผ่านกระสุนที่เตรียมไว้ได้เป็นอย่างดี

การเลือกตั้งเดินทางมาถึงช่วงครึ่งทางสุดท้าย ประเมินกระแสจาก 3 พรรคคู่แข่ง เพื่อไทยดูเหมือนว่าจะหาเสียงได้สบายใจกว่าใครเพื่อน เพราะไม่ต้องพะวงเรื่องแรงกระแทกการที่ ทักษิณ ชินวัตร ถูกคุมขังในเรือนจำ กลับกลายเป็นผลดี พวกที่จงเกลียดจงชังระบอบทักษิณไม่มีประเด็นให้โจมตี ผิดกับภูมิใจไทยกับประชาชน ด้วยความที่อุ้มสมกันจนเกิดเป็นรัฐบาลอายุสั้น มันจึงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และถูกจับตามองกันทุกย่างก้าว

พรรคสีน้ำเงิน แม้จะอาศัยพลังหนุนที่แข็งแกร่งจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องการใช้กลไกของอำนาจ ยิ่งการระดมพวกบ้านใหญ่ทั้งหลายมาเข้าคอก มันเหมือนดาบสองคม พื้นที่เหล่านั้น กลายเป็นจุดสำคัญที่ถูกตรวจสอบอย่างหนัก ไม่เพียงเท่านั้น การจะใช้ผลงานที่ตัวเองบริหารในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่ว่าจะเรื่องสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา หรือคนละครึ่งพลัสไปหาเสียง ก็ กังวลว่าสุ่มเสี่ยงที่จะผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยเฉพาะ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เป็นพวกปากไว ทีมงานต้องคอยเตือน และมอนิเตอร์กันอย่างใกล้ชิด

ฟากพรรคสีส้มน่าจะเผชิญกับวิบากกรรมที่เป็นผลพวงจากการไปเป็นฝ่ายค้ำมากที่สุด จากที่เคยมีกองเชียร์คอยปกป้อง และไม่เชื่อข้อมูลข่าวสารที่ถูกเปิดมาโจมตี กลับเป็นเรื่องตรงข้าม นาทีนี้ไม่ว่าจะมีประเด็นอะไรที่เกี่ยวข้องในทางเสียหาย คนส่วนมากก็คิดว่าน่าจะมีมูล สะท้อนความน่าเชื่อถือที่หดหายหลังจากการตัดสินใจผิดพลาด ทำไปทำมาการเลือกตั้งที่คาดว่า 3 พรรคจะห้ำหั่นกันดุเดือด กลับเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งครั้งที่แล้วต้องเร่งกู้กระแสให้กลับคืนมา ส่วนสองพรรคคู่แข่งก็หาเสียงกันแบบประคองตัว ตีกรรเชียง รอเวลาหย่อนบัตร ตามแนวโน้มที่ว่าปลายทางต้องหันมาจูบปากกันอยู่ดี

อรชุน

Back to top button