
SGC หัวแก้วหัวแหวนเจมาร์ท.!
อย่างที่รู้กันในช่วง 2-3 ปีมานี้ สถานการณ์ของ JMART ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตลอด ขณะที่งบปี 2568 ถูกมองว่าจะไม่ดี ซึ่งล่าสุดเปิดงบออกมา ก็ไม่ดีจริง ๆ ด้วย..!!
อย่างที่รู้กันในช่วง 2-3 ปีมานี้ สถานการณ์ของบริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตลอด ขณะที่งบปี 2568 ถูกมองว่าจะไม่ดี ซึ่งล่าสุดเปิดงบออกมา ก็ไม่ดีจริง ๆ ด้วย..!!
สาเหตุมาจากการรับรู้พิษรายการพิเศษ ทั้งการขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน 569.3 ล้านบาท ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ (ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์) 114.1 ล้านบาท รวมทั้งผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากสินทรัพย์ทางการเงิน (Mark to Market) 104.2 ล้านบาท
ส่งผลให้งบปี 2568 ของ JMART กลับมาติดลบ หรือพลิกไปขาดทุนสุทธิ 161.8 ล้านบาท กำไรหายไป 1,302.6 ล้านบาท หรือลดลง 114.2% เทียบกับปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 1,140.8 ล้านบาท
เมื่องบตัวแม่ไม่ดีอย่างนี้ งั้นไปส่องงบตัวลูกแต่ละตัวกันบ้าง ใครทำผลงานปี 2568 ดีหรือไม่ดีอย่างไร..??
เดิมทีบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ทำธุรกิจบริหารหนี้ จะเป็นเดอะแบกของกลุ่มนี้ เป็นตัวสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำให้ JMART แต่ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ทำให้การเก็บหนี้ได้ยากขึ้น ส่งผลให้งบปี 2568 ปั๊มกำไรสุทธิได้แค่ 1,029.6 ล้านบาท ลดลง 585.6 ล้านบาท หรือลดลง 36.3% เทียบกับปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 1,615.2 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 4,801.7 ล้านบาท ลดลง 673.3 ล้านบาท หรือลดลง 12.3% เทียบกับปี 2567 ที่มีรายได้รวม 5,478.0 ล้านบาท
ส่วนลูกอีกตัวที่สร้างกำไรได้ต่อเนื่องอย่างบริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J ทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก็ถูกมาตรฐานบัญชีเล่นงานจนสะบักสะบอม ต้องบันทึกผลขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน จำนวน 550.5 ล้านบาท ตามระยะเวลาสัญญาเช่าที่ลดลง รวมทั้งผลขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์จำนวน 116.4 ล้านบาท
ทำให้งบปี 2568 ของ J พลิกมาขาดทุนสุทธิ 785 ล้านบาท ลดลง 950.6 ล้านบาท หรือลดลง 574% เทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 165.6 ล้านบาท โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 686.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.7 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 8.8% เทียบกับปี 2567 ที่มีรายได้รวม 631.2 ล้านบาท
อีกธุรกิจที่เป็น Star ของเจมาร์ทอย่างธุรกิจร้านอาหาร ภายใต้บริษัท บี เอ็น เอ็น เรสเตอรองท์ กรุ๊ป จำกัด หรือ “สุกี้ตี๋น้อย” ซึ่ง JMART จะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการถือหุ้น 30% กำไรเริ่มร่อยหรอลง ผลพวงจากภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้ต้องงัดโปรโมชันออกมาสู้ ส่งผลให้ต้นทุนไปกัดกินกำไร โดยในปี 2568 “สุกี้ตี๋น้อย” มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 860 ล้านบาท ลดลง 26% เทียบกับปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 1,168 ล้านบาท
ทำให้ในปี 2568 JMART รับรู้กำไรจาก “สุกี้ตี๋น้อย” ราว 258 ล้านบาท เทียบกับปี 2567 ที่รับรู้กำไร 350.4 ล้านบาท
ในขณะที่ลูกที่เคยเป็นตัวถ่วงก็กลายมาเป็นป๋าดันซะงั้น นั่นคือบริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGC หลังจากมีการเคลียร์หลังบ้าน มีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า และสินเชื่อรถทำเงิน และการตัดหนี้สูญสินเชื่อเช่าซื้อไปเรียบร้อยแล้ว
ทำให้งบปี 2568 โชว์กำไรสุทธิ 350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 259.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 286.88% เทียบกับปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 90.49 ล้านบาท เป็นผลมาจากการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ Lock Phone รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายในการให้บริการและบริหาร รวมทั้งต้นทุนทางการเงินที่ลดลง
โดยในปี 2568 SGC มีรายได้รวมอยู่ที่ 2,836.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 972.4 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 52.15% เทียบกับปี 2567 ที่มีรายได้รวม 1,864.6 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยรับจากสินเชื่อ Lock Phone ซึ่งมีรายได้อยู่ที่ 1,682.5 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 662.04% จากการเติบโตของสินเชื่อ Lock Phone อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อ SGC ทำกำไรโตก้าวกระโดด ก็ย่อมส่งผลบวกมายังบริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยงบปี 2568 SINGER โชว์กำไรสุทธิ 105.1 ล้านบาท เทียบกับปี 2567 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 42.9 ล้านบาท
โดยมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 589 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 109 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22.7% ซึ่งเกิดจากการจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและโทรศัพท์เคลื่อนที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับธุรกิจ Locked Phone มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยปล่อยสินเชื่อไปทั้งสิ้น 9,310 ล้านบาท จาก 3,243 ล้านบาท ในปี 2567 คิดเป็นจำนวนสัญญาเช่าซื้อใหม่ที่เกิดขึ้น 790,622 สัญญา
ขณะที่การเติบโตของธุรกิจ Lock Phone ยังมีส่วนช่วยให้ธุรกิจจัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์เสริม ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด (เจมาร์ท โมบาย) ของ JMART เติบโตไปด้วย ผ่านกลยุทธ์การจำหน่ายโทรศัพท์มือถือด้วยระบบสินเชื่อที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีกำลังผ่อนโทรศัพท์มือถือเข้าถึงได้ โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 136 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66%
เอ๊ะ…ดูแววแล้ว SGC น่าจะเป็นตัวตึงของกลุ่มเจมาร์ท และขึ้นแท่นเป็นลูกหัวแก้วหัวแหวนไปแล้วนะเนี่ย..??
ส่วน JMT ก็คงตกกระป๋องไปตามระเบียบ..!!
…อิ อิ อิ…