KTB-TTB ลั่นดาลควบกิจการ.!

ลือแล้วลือเล่า...ลือกันมาหลายรอบแล้ว เรื่องควบรวมระหว่างธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB...


ลือแล้วลือเล่า…ลือกันมาหลายรอบแล้ว เรื่องควบรวมระหว่างธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB…แม้เมื่อปีที่แล้ว TTB ปฏิเสธไปรอบหนึ่งแล้วว่า “ไม่มีแผนการควบรวมกิจการกับธนาคารอื่นในช่วง 5 ปีแต่อย่างใด” 

มาปีนี้ก็กลับมาลือกันอีก…จนทำให้ TTB ต้องออกโรงปฏิเสธเสียงแข็งอีกรอบว่า “ธนาคารไม่ได้อยู่ในกระบวนการควบรวมกิจการ และไม่มีแผนควบรวมกิจการกับธนาคารอื่นอยู่ในแผนงาน 5 ปีแต่อย่างใด”

สำทับด้วย “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ก็ยืนยันว่า “เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยแนวคิดและข้อเสนอให้มีการควบรวมกิจการของสถาบันการเงินนั้น เป็นข้อเสนอจากภาคธุรกิจ ที่มีการเสนอในเวทีผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลรับฟัง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องมีการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารของไทยในขณะนี้แต่อย่างใด” 

โปรดรับทราบตามนี้…

แต่จะสยบข่าวลือได้นานแค่ไหน..?? ก็อีกเรื่องหนึ่ง

โอเค..ในเชิงหลักการเป็นเรื่องที่ดี หากทั้งสองแบงก์ควบรวมกันจริง ธนาคารใหม่จะใหญ่บึบขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งทันที โดยมีขนาดสินทรัพย์รวมประมาณ 5.6 ล้านล้านบาท และจะเกิดการ Synergy ในระยะยาว เนื่องจากฐานลูกค้าของทั้งสองแบงก์แตกต่างกัน โดย  KTB มีความแข็งแกร่งในกลุ่มภาครัฐและลูกค้ารายใหญ่ ขณะที่ TTB มีฐานลูกค้ารายย่อยและสินเชื่อเช่าซื้อที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยต่อยอดการขยายพอร์ตสินเชื่อ และเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจร่วมกัน

แต่ในเชิงเทคนิค…ถ้าดูจากโครงสร้างผู้ถือหุ้น TTB ที่มีบริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 จำนวน 23,782,833,043 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 24.37% การเป็นอยู่ของ TTB ทุนธนชาตโอเคแล้ว เพราะงบของทุนธนชาตที่เห็นกำไรเติบโตต่อเนื่องทุกปี รู้ป๊ะว่ากำไรเกินกว่าครึ่งมาจาก TTB..!! 

ซึ่งเป็นการรับรู้ทางบัญชีตามวิธีส่วนได้เสีย (Equity Method) ในฐานะเป็นบริษัทร่วม (ถือหุ้นตั้งแต่ 20% ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 50% ทำให้มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ถึงขั้นควบคุมเบ็ดเสร็จ) 

อย่างงบไตรมาสแรกปีนี้ของทุนธนชาตที่โชว์กำไรสุทธิรวมอู้ฟู่ 2,285 ล้านบาท หลัก ๆ มาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมสูงถึง 1,524 ล้านบาท แล้วในจำนวนนี้ประมาณ 1,250 ล้านบาท มาจากผลประกอบการของ TTB นะจิบอกให้…

ถ้าติ๊ต่างว่า ทุนธนชาตรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก TTB ประมาณไตรมาสละ 1,250 ล้านบาท รวม 4 ไตรมาสก็ปาไป 5,000 ล้านบาทเลยนะ 

นั่นหมายความว่า  ทุนธนชาตสุขสมอารมณ์หมายกับการถือหุ้น TTB ในสัดส่วน 24.37% อยู่แล้ว

ขณะที่หากเกิดมีการควบรวมกันจริง  สัดส่วนการถือหุ้นของทุนธนชาตก็จะไดลูทลงแหง ๆ อาจจะเหลือถือหุ้นในธนาคารใหม่ต่ำกว่า 20% เท่ากับว่า จากเดิมมีสถานะเป็นบริษัทร่วม จะกลายเป็นเงินลงทุนทันที และจากที่เคยรับรู้ทางบัญชีตามวิธีส่วนได้เสีย ก็จะเปลี่ยนเป็นรับรู้แค่เงินปันผลแทน

ทำให้ตอกย้ำโอกาสการควบรวมระหว่าง TTB กับ KTB แทบเป็นศูนย์ก็ว่าได้..!?

ซึ่งเชื่อว่าทุนธนชาตคงไม่บ้าจี้ให้เกิดการควบรวมกันหรอก…เป็นใครก็ไม่น่าจะยอมหรอกมั้ง..!!

เอาเป็นว่าในเชิงหลักการก็ดีอยู่หรอก เกิดการ Synergy โน่นนี่นั่น..ก็ว่ากันไป แต่มาติดในเชิงเทคนิคนี่แหละ ทำให้การควบรวมกัน จึงเหมือนการปิดประตูลั่นดาลได้เลย…

หรือถ้าใครอุตริจะมายกกลอนประตูออก เพื่อเปิดทางให้เกิดการควบรวมขึ้นภายหลัง ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตละกัน..!!

…อิ อิ อิ…

Back to top button