
PTG ก้าวสู่ Max World Ecosystem
ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการพิสูจน์บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวอย่างจำกัด
ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการพิสูจน์บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวอย่างจำกัดและอุปสงค์ในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แต่ PTG กลับสามารถสร้างผลกำไรสุทธิได้ระดับ 1,074 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% จากปีก่อนหน้า
พร้อมผลักดันกำไรก่อนหักค่าใช้จ่าย (EBITDA) ให้ทะยานสู่ 6,899 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 11.3% สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่คือ “โครงสร้างรายได้” ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
หัวใจสำคัญของการเติบโตปี 2568 คือความสำเร็จของธุรกิจ Non-Oil ที่กลายเป็นเครื่องยนต์หลัก ในการสร้างกำไร โดยกำไรขั้นต้นจากกลุ่มธุรกิจนี้เติบโตสูงถึง 75.7% ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจาก Non-Oil ขยับขึ้นมาเป็น 37.1% ของกำไรทั้งหมด โดยมี “กาแฟพันธุ์ไทย” เป็นหัวหอกสำคัญ ที่ขยายสาขาอย่างดุดันถึง 804 สาขาในปีเดียว จนมีเครือข่ายรวมกว่า 2,151 สาขาทั่วประเทศ
สะท้อนให้เห็นว่า PTG ไม่ได้เป็นเพียงผู้ค้าปลีกน้ำมันอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาดค้าปลีกและบริการอาหารและเครื่องดื่มอย่างเต็มตัว
ในส่วนของธุรกิจ Oil แม้รายได้รวมจะลดลงเล็กน้อยที่ 0.7% จากราคาขายปลีกที่ปรับตัวลดลงตามตลาดโลก แต่ PTG ยังคงรักษาเสถียรภาพและส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ไว้ได้ที่ระดับ 22.0% ความแข็งแกร่งนี้มาจากกลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าผ่านระบบสมาชิก PT Max Card และ Max Card Plus ที่เชื่อมโยงผู้ใช้บริการเข้าสู่ “Max World Ecosystem” ทำให้เกิดการใช้บริการข้ามกลุ่มธุรกิจ (Cross-selling) อย่างมีประสิทธิภาพ
กลยุทธ์ปี 2568 PTG แสดงถึงวิสัยทัศน์ผ่านการลงทุนเชิงรุกธุรกิจแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการนำ ATLAS เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อเสริมฐานทุนธุรกิจก๊าซ LPG การเปิดตัวสถานี PT GIGA EV เพื่อรองรับเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้าในเขตเมือง หรือแม้แต่การรุกเข้าสู่ธุรกิจอาหาร ด้วยการจัดตั้ง “ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย” ทั้งหมดนี้คือการขยาย “จุดสัมผัส” (Touchpoints) กับลูกค้าให้ครอบคลุมทุกจังหวะชีวิต ตามวิสัยทัศน์ “อยู่ดี มีสุข” นั่นเอง
หากมองมิติความยั่งยืน (ESG) เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่ PTG ให้ความสำคัญจนได้รับคะแนน SET ESG Ratings ในระดับสูงสุด AAA ผ่านโครงการเด่นอย่างโรงไฟฟ้าขยะ (WTE) และโรงผลิตเชื้อเพลิงขยะ (RDF) ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ช่วงต้นปี 2569 สะท้อนถึงการเติบโตที่ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นผลกำไร แต่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมด้วย
สรุปโดยรวมผลการดำเนินงานปี 2568 ของ PTG คือภาพสะท้อนของความสำเร็จในการ “Balanced Portfolio” ระหว่างธุรกิจน้ำมันที่เป็นฐานรายได้มั่นคง และธุรกิจ Non-Oil ที่มีอัตรากำไรสูง การได้รับอันดับเครดิต “BBB+” แนวโน้ม Stable จาก TRIS Rating และการขยับขึ้นสู่อันดับ 48 ใน Fortune Southeast Asia 500
นั่นคือการตอกย้ำว่า PTG พร้อมแล้วที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน ในฐานะผู้นำระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจรที่แห่งหนึ่งในภูมิภาค
