
ปรับพอร์หุ้นพลังงาน..รับมืออ่าวอาหรับเดือด.!
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จากการปะทะกันระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก
ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จากการปะทะกันระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก บ่งชี้ให้เห็นว่า ค่าพรีเมียมความเสี่ยง (Risk Premium) ปรับสูงขึ้นช่วงระยะสั้นและเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดทิศทางราคาน้ำมันและผลประกอบการหุ้นพลังงานตลาดหุ้นไทย
สถานการณ์ช่วงระยะสั้น มีการประเมินว่า “ราคาน้ำมันดิบ” มีโอกาสปรับขึ้นประมาณ 7-22% มาอยู่ที่ระดับ 75-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
หากสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นมีการ “ปิดช่องแคบฮอร์มุซ” จุดยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของอุปทานโลก ราคาน้ำมันอาจปรับขึ้นแตะระดับ 120-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที แม้ว่าราคาที่สูงเกินไปอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและทำให้ราคากลับมาปรับฐานก็ตาม
หากสมมติฐานราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น กลุ่มที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงคือ กลุ่มต้นน้ำ (Upstream) ได้รับประโยชน์จากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หุ้นที่เกี่ยวข้องอย่างบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT รับประโยชน์โดยตรง
กลุ่มโรงกลั่น (Refinery) แม้ต้นทุนน้ำมันดิบจะสูงขึ้น แต่โรงกลั่นมักจะสามารถผลักภาระต้นทุนไปยังราคาน้ำมันสำเร็จรูปได้ (Pass-through) และตราบใดที่ดีมานด์ยังคงแข็งแกร่ง จะช่วยรักษาเสถียรภาพของค่าการกลั่น (GRM) ไว้ได้ หุ้นที่เกี่ยวข้องอย่างบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC มีโอกาสรับประโยชน์
แต่ในทางตรงกันข้าม กลุ่มที่มีความเสี่ยงอาจต้องแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วคือ กลุ่มปิโตรเคมีและค้าปลีกน้ำมัน กลุ่มนี้จะเผชิญกับแรงกดดันด้านส่วนต่างราคาสินค้า (Spread) ที่แคบลง และต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้น รวมถึงค่าการตลาดที่อาจถูกควบคุม
หุ้นที่เกี่ยวข้องอย่างบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC และบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG มีความเสี่ยงต่อความสามารถในการทำกำไร
กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) เนื่องจากไทยพึ่งพาก๊าซ LNG ในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 26% เมื่อราคา Spot LNG พุ่งสูงขึ้นตามราคาน้ำมันจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ค่า Ft มักถูกตรึงไว้โดยรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือประชาชน ทำให้กำไรของกลุ่มนี้มีความเสี่ยงขาลง (Downside Risk)
หุ้นที่เกี่ยวข้องอย่างบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC, บริษัท บีกริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM มีความเสี่ยงต้นทุนเพิ่มและข้อจำกัดการสร้างรายได้และกำไร
“ภาวะสงคราม” ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ “การเลือกสรรหุ้น” จึงเป็นสิ่งที่นักลงทุนทำได้ช่วงที่พลังงานเป็นขาขึ้น การมุ่งเน้นไปที่หุ้นพลังงานต้นน้ำและโรงกลั่น จัดว่าเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่า ส่วนกลุ่มที่ใช้พลังงานเป็นวัตถุดิบหรือผู้ผลิตไฟฟ้า อาจต้องเฝ้าระวังและเฝ้ารอดูสถานการณ์ความตึงเครียดให้คลี่คลายลง เพื่อกำหนดกลยุทธ์การลงทุนต่อไป