‘สุภาพโอสถ’ กลยุทธ์ลดเพื่อเพิ่ม.!?

บนความผันผวนทั้งปัญหาราคาพลังงาน วิกฤตห่วงโซ่อุปทาน และค่าครองชีพสูงขึ้น การปรับตัวอย่างรวดเร็ว จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่นั่นเป็น “ทางรอด”


บนความผันผวนทั้งปัญหาราคาพลังงาน วิกฤตห่วงโซ่อุปทาน และค่าครองชีพสูงขึ้น การปรับตัวอย่างรวดเร็ว จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่นั่นเป็น “ทางรอด” ล่าสุดบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ JSP หนึ่งในผู้ผลิตอาหารเสริม ประกาศเปลี่ยนผ่านบรรจุภัณฑ์

จาก “ขวดพลาสติก” สู่ “ซองพลาสติกชนิดอ่อน” ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญกับแก้ปัญหาเม็ดพลาสติกขาดแคลน พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มและกำไรให้ธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

โดย JSP ชี้ให้เห็นว่า ตลาดเม็ดพลาสติกโลก กำลังเผชิญกับพายุถาโถม ทั้งจากราคาน้ำมันดิบผกผันสูงและปัญหาโลจิสติกส์ที่ยากลำบาก ส่งผลให้ราคาพลาสติกแบบแข็ง ที่ใช้ผลิตขวดมีราคาสูงขึ้นและหาได้ยากขึ้น

การที่ JSP เลือกใช้ซองพลาสติกแทน จึงเป็นการลดการพึ่งพาวัตถุดิบมหาศาล เพราะซองพลาสติกใช้เนื้อวัสดุที่น้อยกว่า แต่ยังคงคุณสมบัติในการปกป้องผลิตภัณฑ์ได้ดีเยี่ยม

สิ่งที่น่าสนใจสุดคือ “ตัวเลขกำไร” ที่จะเพิ่มขึ้นจากการลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์ โดยเฉลี่ยแล้วการเปลี่ยนมาใช้ซองสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ถึง 30-60%

เนื่องจากกระบวนการผลิตซองพลาสติก ทำได้รวดเร็วกว่าการฉีดขึ้นรูปขวดหลายเท่าตัว,พื้นที่จัดเก็บ เพราะซองที่ยังไม่ได้บรรจุใช้พื้นที่น้อยกว่าขวดเปล่ามหาศาล ลดภาระด้านคลังสินค้า และค่าขนส่ง เมื่อน้ำหนักเบาลงและขนาดเล็กลง ต้นทุนโลจิสติกส์จึงลดลงตามไปด้วย

ถือว่า JSP ไม่ได้เปลี่ยนเพียงเพราะต้องการลดต้นทุน แต่ยังคำนึงถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการ “ความคล่องตัว” ผลิตภัณฑ์นำร่องอย่าง โฟร์มิกซ์ออยล์, น้ำมันงาดำรำข้าว, วิตามินบีรวม และน้ำมันปลา ล้วนเป็นสินค้าขายดีที่ตอนนี้จะมาในรูปแบบซองซิปล็อก ซึ่งพกพาง่าย ใส่กระเป๋าเดินทางสะดวก และประหยัดพื้นที่บนโต๊ะอาหาร

ที่สำคัญระบบซิปล็อก ช่วยรักษาคุณภาพของน้ำมันสกัดเย็นและวิตามินให้คงความสดใหม่ได้ ไม่ต่างจากแบบขวดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

การเปลี่ยนครั้งนี้สอดคล้องกับแนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) เพราะการใช้พลาสติกน้อยลงหมายถึงการลดขยะ ตั้งแต่ต้นทางและการลดเที่ยวรถขนส่ง เนื่องจากบรรจุสินค้าได้หนาแน่นขึ้น ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(Carbon Footprint)ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทำให้แบรนด์ “สุภาพโอสถ” และ JSP จึงดูทันสมัยและรับผิดชอบต่อโลกในสายตาผู้บริโภครุ่นใหม่

ปัจจุบัน JSP มีสินค้าที่ใช้ขวดพลาสติกอยู่เกือบ 100% ของพอร์ตโฟลิโอ การตั้งเป้าเปลี่ยนมาใช้ซอง 30% ระยะแรกนี้ จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operational Efficiency) 

หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จ เราอาจเห็นการขยายผลไปสู่สินค้า OEM อื่นๆ ที่ JSP รับจ้างผลิต ช่วยดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ใส่ใจเรื่องต้นทุนและสิ่งแวดล้อมให้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น

ลยุทธ์การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ของ JSP ครั้งนี้ คือบทเรียนสำคัญของการทำธุรกิจที่ว่า “ในทุกวิกฤตมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ” การกล้าที่จะทิ้งรูปแบบเดิมๆ เพื่อหาสิ่งที่คุ้มค่ากว่า ประหยัดกว่าและยั่งยืนกว่า จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ JSP เติบโตอย่างแข็งแกร่งในสมรภูมิอุตสาหกรรม

Back to top button