กนง. บนฉากทัศน์ ‘จุดยืนผ่อนปรน’

การประชุม กนง. วันนี้ (24 มิ.ย.) ถูกจับตามองจากทุกภาคส่วนเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นสัญญาณสำคัญในการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยประเทศ


การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันนี้ (24 มิ.ย.) ถูกจับตามองจากทุกภาคส่วนเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นสัญญาณสำคัญในการกำหนดทิศทางอัตราดอกเบี้ยประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ไฮไลต์ที่น่าสนใจรอบนี้จะเป็นการประชุมนัดแรกของปีที่มีกรรมการเข้าร่วมครบองค์ประชุม 7 คน หลังการประชุม 2 ครั้งก่อนหน้านี้ (ก.พ.-เม.ย.) ต้องดำเนินไปโดยมีกรรมการเพียงแค่ 6 คนเท่านั้น จากการลาออกก่อนครบวาระของกรรมการ 2 ท่าน ช่วงเวลาต่อมาคณะกรรมการธปท. ได้แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาแทน

ส่งผลให้การลงมติรอบนี้สะท้อนมุมมองรอบด้านและมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นในการขับเคลื่อนนโยบายการเงินของไทย

มุมมองความคิดเห็นจากสำนักวิจัยทางเศรษฐกิจชั้นนำอย่าง “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” และ “ฝ่ายวิเคราะห์กรุงศรี” ต่างมีความเห็นทิศทางเดียวกันว่า กนง.จะมีมติ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ระดับ 1.00%” เพื่อทำหน้าที่พยุงเศรษฐกิจและประคองการเติบโตในประเทศอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันเศรษฐกิจหลายภูมิภาคทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงาน ที่กดดันให้อัตราเงินเฟ้อสูง ดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ จนบางประเทศที่ขาดธรรมาภิบาลในการบริหารนโยบายการเงิน จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรุนแรงเพื่อสกัดกั้นเม็ดเงินไหลออกและควบคุมการอ่อนค่าของสกุลเงินตนเองก็ตาม

แต่สำหรับบริบทของประเทศไทย มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย จะเริ่มส่งสัญญาณขาดดุล ตามภาวะต้นทุนนำเข้าที่สูงขึ้น และเงินบาทจะมีทิศทางอ่อนค่าลงบ้างเล็กน้อย ทว่าเสถียรภาพภายนอกประเทศยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนจากการที่นักลงทุนต่างชาติ ยังมีสถานะเป็นผู้ซื้อสุทธิทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี

แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสถาบันการเงินและนักลงทุนต่างประเทศ ที่มีต่อกรอบนโยบายและการคลังของไทยระยะยาว ดังนั้นความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทและเงินทุนเคลื่อนย้ายจึงยังมีน้อยมาก

เมื่อพิจารณามิติของอัตราเงินเฟ้อ ตัวเลขเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการเร่งตัวขึ้นน้อยกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ แม้ช่วงครึ่งหลังปี 2569 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น จนคาดเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ระดับ 3.1% โดยมีโอกาสพุ่งแตะระดับสูงสุดช่วงไตรมาส 3-4 ก็ตาม แต่สำนักวิจัย ประเมินว่า แรงกดดันส่วนใหญ่ มาจากปัจจัยฝั่งอุปทานหรือต้นทุนราคาพลังงานในตลาดโลก ที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นชั่วคราว และมีแนวโน้มคลี่คลายลง หากข้อตกลงยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สามารถบรรลุผลสำเร็จ

การเลือกใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายโดยการคงดอกเบี้ยไว้ 1.00% จึงเป็นแนวทางเหมาะสมสุดในสถานการณ์นี้เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ขณะที่เงินเฟ้อเกิดจากต้นทุนแพง ไม่ได้เกิดจากความต้องการซื้อที่ร้อนแรงเกินไป นอกจากไม่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาต้นทุนพลังงานได้แล้ว ในทางกลับกัน อาจกลายเป็นการซ้ำเติมและกดดันอุปสงค์ หรือซ้ำเติมกำลังซื้อภายในประเทศของประชาชนและภาคธุรกิจที่เพิ่งฟื้นตัวให้ต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น ประกอบกับเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกยังขยายตัวได้ดี และภาพรวมทั้งปีจะยังเติบโตได้ประมาณ 2.0%

แรงส่งทางเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง ได้รับอานิสงส์สำคัญจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน มูลค่า 4 แสนล้านบาท ที่คาดว่าจะเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินและมีบทบาทอย่างมาก ในการพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจตั้งแต่ไตรมาส 3 ดังนั้นการดำเนินนโยบายทางการเงินและนโยบายทางการคลังที่สอดประสานกัน โดยให้ดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำควบคู่ไปกับการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบ จะช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ให้เป็นไปอย่างราบรื่นและมั่นคงสุด

การประชุมกนง.วันนี้ น่าจะเป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่เน้น “ความรอบคอบ” รักษาจุดยืนการผ่อนปรน เพื่อประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศและรอประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงจากภายนอกอย่างใกล้ชิด การคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.00% ตลอดทั้งปี 2569 จึงเป็นฉากทัศน์ที่มีความเป็นไปได้สูงสุด ภายใต้สมมติฐานที่ว่า ความตึงเครียดในต่างประเทศจะไม่ขยายวงกว้าง และมาตรการภาครัฐสามารถขับเคลื่อนเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้..!!!

Back to top button