
CPF รุกฟาร์มหมูแดนหมี.!
“จงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า และจงกล้าในวันที่คนอื่นกลัว” วลีสุดคลาสสิกที่นักลงทุนระดับตำนาน “วอร์เรน บัฟเฟตต์” กล่าวไว้
“จงกลัวในวันที่คนอื่นกล้า และจงกล้าในวันที่คนอื่นกลัว” วลีสุดคลาสสิกที่นักลงทุนระดับตำนาน “วอร์เรน บัฟเฟตต์” กล่าวไว้ น่าจะใช้ได้กับบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ในยามนี้ เพราะในขณะที่คนอื่น ๆ พยายามหลีกหนีและเอาตัวรอดจากภาวะสงคราม หรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย–ยูเครน ที่ลากยาวเข้าสู่ปีที่ 5 หรือสงครามในตะวันออกกลาง ที่ไม่รู้จะจบเมื่อใด..??
แต่ CPF กลับใจกล้าบ้าบิ่นเดินหน้าเข้าใส่ประเทศที่กำลังทำสงครามซะงั้น…ด้วยการส่งบริษัทลูกที่ชื่อ Charoen Pokphand Foods (Overseas) LLC. (CPFO) เข้าเทคโอเวอร์กิจการฟาร์มหมูในประเทศรัสเซีย ผ่านการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดใน Novomyasovo LLC. (Novomyasovo) จาก Novgorodsky Becon LLC. (Novgorodsky Becon) รวมมูลค่า 2,050 ล้านรูเบิล หรือประมาณ 820 ล้านบาท
โดย Novomyasovo เป็นเจ้าของฟาร์มหมูและที่ดินในเขต Novgorodskiy ของประเทศรัสเซีย ซึ่งมีที่ดินเพื่อการเกษตรประมาณ 1,200 เฮกเตอร์ หรือ 7,550 ไร่ และฟาร์มสุกรขุน จำนวน 42,000 ตัว รวมถึงฟาร์มสุกรพันธุ์ จำนวน 5,000 ตัว และโรงเรือนอนุบาลสุกร จำนวน 30,000 ตัว
โอเค…แม้ CPF จะทำธุรกิจอยู่ในประเทศรัสเซียอยู่แล้ว และเช่าฟาร์มสุกรขุนจาก Novomyasovo อยู่แล้ว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องทุ่มเงิน 820 ล้านบาท ซื้อกิจการทั้งหมดก็ได้นะ ยิ่งเป็นประเทศที่อยู่ในภาวะสงครามก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้น…วันดีคืนดีอาจจะถูกโดรนสังหารหรือขีปนาวุธจากประเทศยูเครนตกใส่ฟาร์มหมูก็ได้…ใครจะไปรู้
แต่ CPF คงเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤตภาวะสงครามแหละ…เชื่อหัวไอ้เรืองสิ
ถ้าให้วิเคราะห์…อันดับแรก คงได้ของดี…ราคาถูก เพราะเจ้าของเดิมอยากขายใจแทบขาดละมั้ง..?? เทียบเคียงกับปี 2565 ที่เคยซื้อกิจการฟาร์มหมูของ LLC Agro-Sojuz TS และ LLC Mjaso-Sojuz T มาแล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 22,000 ล้านรูเบิล หรือประมาณ 9,900 ล้านบาท
ถัดมาทำให้ CPF มีฐานการผลิตสุกรที่ใหญ่ขึ้น เพื่อป้อนให้กับตลาดในรัสเซียและประเทศใกล้เคียง
ที่สำคัญ ช่วยปิดความเสี่ยงจากการที่เจ้าของเดิมไม่ต่อสัญญาเช่า ขณะที่การถือครองกรรมสิทธิ์ในฟาร์มแม่พันธุ์และโรงเรือนอนุบาลจะช่วยสริมความมั่นคงในการจัดหาสุกร รองรับการบูรณาการธุรกิจต้นน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อีกทั้งการเป็นเจ้าของที่ดิน เพื่อการเกษตรขนาดใหญ่ยังเปิดโอกาสในการขยายธุรกิจในระยะยาว ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจสุกรของ CPF ในประเทศรัสเซียอีกด้วย
อ้อ…ว่ากันว่าธุรกิจสุกรในรัสเซียมีอัตราการทำกำไรที่ดีกว่าอัตราการทำกำไรของ CPF ด้วยนะจิบอกให้…
ก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า การเดิมเกมรุกธุรกิจฟาร์มหมูในแดนหมี ของ CPF ครั้งนี้ จะกลายเป็นวิมานเรียกทรัพย์ หรือเป็นทุกขลาภกันแน่…ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
ส่วนที่ไม่ต้องรอการพิสูจน์คงเป็นผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 ซึ่งอีกไม่กี่อึดใจคงได้รู้กัน โดยนักวิเคราะห์คาดว่ากำไรสุทธิจะอยู่ในกรอบ 3,400–4,200 ล้านบาท อย่างบล.ฟิลลิป คาดการณ์กำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 ของ CPF จะฟื้นตัวอย่างโดดเด่นจากไตรมาสก่อน มาอยู่ที่ 3,437 ล้านบาท จากอานิสงส์ราคาเนื้อหมูในเวียดนามที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเทศกาล แม้จะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานกำไรปีก่อนหน้าที่สูงกว่าปกติ
ฟาก บล.ทิสโก้ คาดกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 ของ CPF ที่ 4,264 ล้านบาท ลดลง 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 293% จากไตรมาสก่อน โดยฟื้นตัวอย่างชัดเจนจากไตรมาสก่อน จากจุดต่ำสุดในไตรมาส 4/2568 ที่มีกำไรเพียง 1,085 ล้านบาท แต่ยังต่ำกว่าปีก่อนมากจากฐานที่สูง รายได้คาดที่ 140,798 ล้านบาท ลดลง 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดย EBITDA margin ปรับขึ้นมาที่ 11.9% จาก 9.8% ในไตรมาส 4/2568 ส่วน Gross margin ฟื้นตัวมาที่ 13.8% จาก 12.7% ในไตรมาส 4/2568
สรุปว่าที่เห็นกำไรฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน หนุนโดยราคาหมูในเวียดนามที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนที่เห็นกำไรลดลงค่อนข้างมากจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานสูงลิบลิ่วนั่นเอง…
คำแนะนำของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่จึงมีทั้งให้ “ซื้อ” และ “ถือ” โดยมีราคาเป้าหมายสูงสุดที่ 25.75 บาท
ส่วนถามว่า จะมีโอกาสได้เห็นหุ้น CPF วิ่งแรงงส์มั้ย..??
เป็นคำถามที่ยากจะตอบจริง ๆ พับผ่าสิ..!?
…อิ อิ อิ…