
ลูกปตท. เพิ่มวงเงินกู้แม่.!?
ถ้าพูดถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางในยามนี้ ยังยากที่จะคาดเดาได้จริง ๆ พับผ่าสิ..!! เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว โลกยังมีหวังว่าสหรัฐฯ จะได้ข้อยุติในการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน
ถ้าพูดถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลางในยามนี้ ยังยากที่จะคาดเดาได้จริง ๆ พับผ่าสิ..!! เมื่อช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว โลกยังมีหวังว่าสหรัฐฯ จะได้ข้อยุติในการเจรจาสันติภาพกับอิหร่านอยู่แท้ ๆ แต่ล่าสุดมีข่าวว่าอิหร่านล้มโต๊ะการเจรจาไปแล้ว โดยอ้างว่าสหรัฐฯ ยังมีการโจมตีละเมิดข้อหยุดยิง ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันที และทำให้โลกกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง…
แต่ไฮไลต์คงอยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งน้ำมันดิบเกือบ 20% และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กว่า 20% ของปริมาณการใช้ทั้งโลกจากภูมิภาคตะวันออกกลาง นำมาสู่วิกฤตราคาพลังงาน..!?
แน่นอนว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ในฐานะเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ จึงต้องตระเตรียมตัวเองให้พร้อม โดยเตรียมวงเงินฉุกเฉินไว้สูงถึง 230,000 ล้านบาท เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ ซึ่งประกอบด้วย เงินหลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สำหรับใช้จัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเข้าประเทศเพิ่มเติมอีกประมาณ 137,000 ล้านบาท และเงินสำรองรองรับหนี้ค้างชำระ เพื่อเป็นกันชนรองรับเงินค้างชำระจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 35,000 ล้านบาท
เมื่อแม่เตรียมพร้อมแล้ว บรรดาลูก ๆ ก็ต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมเช่นกัน เลยเป็นที่มาของการปรับวงเงินตามสัญญากู้ยืมเงินระหว่างกัน (Inter-Company Borrowing and Lending: ICBL) ของ ปตท. และบริษัทในกลุ่ม…หรือเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ เป็นการปรับเพิ่มวงเงินในการขอกู้ยืมเงินจากแม่นั่นเอง..!!
ไล่มาตั้งแต่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ที่ปรับเพิ่มวงเงินการกู้ยืมเงินจาก ปตท. จากเดิม 10,000 ล้านบาท เป็น 20,000 ล้านบาท ส่วนบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ปรับเพิ่มวงเงินการกู้ยืมเงินจาก ปตท. จากเดิม 10,000 ล้านบาท เป็น 16,000 ล้านบาท ฟากบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ปรับเพิ่มวงเงินการกู้ยืมเงินจาก ปตท. จากเดิม 2,500 ล้านบาท เป็น 10,000 ล้านบาท
ด้านบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ปรับเพิ่มวงเงินการกู้ยืมเงินจาก ปตท. จากเดิม 2,100 ล้านบาท เป็น 20,000 ล้านบาท ขณะที่บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ปรับเพิ่มวงเงินการกู้ยืมเงินจาก ปตท. จากเดิม 3,000 ล้านบาท เป็น 10,000 ล้านบาท
เอ๊ะ…รู้สึกจะมีแค่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เท่านั้นนะที่ไม่ต้องกู้เงินจากแม่ แต่ใช้วิธีออกหุ้นกู้แทน โดยเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เพิ่งออกหุ้นกู้สกุลเงินเหรียญสหรัฐ มูลค่า 125 ล้านเหรียญสหรัฐ และสกุลเงินบาท รวมมูลค่า 13,000 ล้านบาทไป
ถ้าสังเกตจะเห็นว่า การปรับเพิ่มวงเงินการกู้ยืมระหว่างแม่ (ปตท.) และลูก (บริษัทในกลุ่ม) ครั้งนี้ เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดเลยทีเดียว…ซึ่งน่าสนใจ เป้าหมายเพื่อรับมือกับความผันผวนด้านราคาและรักษาความมั่นคงทางพลังงานแหละ…
อย่าง TOP ซึ่งได้รับมอบหมายภารกิจดูแลน้ำมันในประเทศไม่ให้ขาด แม้ว่าน้ำมันดิบในตลาดโลกจะแพงแค่ไหน..?? ก็ต้องซื้อมากลั่นให้คนไทยมีน้ำมันใช้ ทำให้ต้องบริหารความเสี่ยง เช่น การทำสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า บริหารซัพพลายเชนของตัวเอง ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น
เฉกเช่นเดียวกับ PTTGC แม้เพิ่งทำ Asset Monetization ไปสด ๆ ร้อน ๆ ทำให้ตัวเบาขึ้น มีกำลังวังชามากขึ้น ถ้าในสถานการณ์ปกติก็ว่าไปอย่าง แต่พอสถานการณ์ไม่ปกติอย่างนี้ ก็ต้องซีเคียวซัพพลายเชน แถมช่วงนี้เป็นนาทีทองของปิโตรเคมีจากสเปรดที่เป็นขาขึ้นเสียด้วยซิ…
ฟาก GPSC ก็ต้องรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น จากราคาก๊าซ LNG โลกที่พุ่งทะยาน ในขณะที่ค่าไฟในบ้านเราไม่ปรับขึ้นไม่พอ…ยังถูกกดให้ลดลงอีกต่างหาก จากนโยบายของฝ่ายการเมือง…
นี่แค่ตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่า ทำไมกลุ่มปตท.ต้องขยับ…ปรับเพิ่มวงเงินกู้ยืมภายในกลุ่ม
นั่นเป็นเพราะบทบาทของกลุ่มปตท.ไม่ใช่แค่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ต้องสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นเท่านั้น แต่ยังมีภารกิจสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในฐานะบริษัทพลังงานแห่งชาติด้วย
เป็นสองภารกิจสำคัญที่คงใช้ตาชั่งมาชั่งไม่ได้ละมั้ง..!?
…อิ อิ อิ…