
‘ส่งออกไทย’ เผชิญพายุเทคโนโลยี VS มรสุมภูมิรัฐศาสตร์
ตัวเลขการส่งออกของไทยงวดเดือนมี.ค. 69 สูงถึง 35,157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่เพียงแต่เป็นตัวเลขที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time High) เท่านั้น แต่นี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการปรับตัวครั้งสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนทั่วโลก
ตัวเลขการส่งออกของไทยงวดเดือนมี.ค. 69 สูงถึง 35,157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่เพียงแต่เป็นตัวเลขที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time High) เท่านั้น แต่นี่เป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการปรับตัวครั้งสำคัญของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยท่ามกลางความผันผวนทั่วโลก การขยายตัวระดับ 18.7% เป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 สะท้อนความแกร่งของภาคการผลิต แต่หากเรากะเทาะเปลือกตัวเลขเหล่านี้ออกมา จะพบปัจจัยที่ทั้งน่ายินดีปรีดาและน่าระมัดระวังไปพร้อม ๆ กัน
หัวใจสำคัญที่ผลักดันตัวเลขส่งออกให้ทะลุเพดาน คือกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการประมวลผลข้อมูลมหาศาล (Big Data) ความต้องการคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ส่วนประกอบ และเซมิคอนดักเตอร์ที่รองรับระบบ AI และ Data Center กลายเป็นเครื่องจักรหลักที่ขับเคลื่อนให้สินค้ากลุ่มนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด ประเทศไทยในฐานะส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกได้รับอานิสงส์นี้อย่างเต็มที่เห็นได้ชัดจากมูลค่าสินค้ากลุ่มอุตสาหกรรมที่สูงถึง 29,946 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวกว่า 21.4%
ปัจจัยที่น่าสนใจอีกประการ คือ การที่ตลาดสหรัฐฯ เร่งนำเข้าสินค้าจากไทยจนขยายตัวถึง 41.9% นี่ไม่ใช่เพียงเพราะความต้องการสินค้าปกติ แต่เป็นการบริหารความเสี่ยงของผู้นำเข้าสหรัฐฯ จากรัฐบาลสหรัฐฯ มีนโยบายลดภาษีนำเข้าชั่วคราวเพื่อลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้คู่ค้าเร่งสต๊อกสินค้าก่อนที่มาตรการทางการค้าที่เข้มงวดหรือความไม่แน่นอนทางการเมืองจะกลับมา ถือเป็น “โอกาสในวิกฤต” ที่ผู้ส่งออกไทยสามารถคว้าจังหวะนี้ ในการระบายสินค้าและสร้างรายได้
แม้กลุ่มสินค้าเกษตรภาพรวมหดตัว 10.7% ถือเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 แต่ในความมืดมิดยังพอมีแสงสว่าง นั่นคือผลไม้สดอย่าง “ทุเรียน” และ “มังคุด” ความสำเร็จนี้มาจากคุณภาพและมาตรฐานของสินค้าไทย ที่ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดโลก รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรอย่างอาหารสัตว์เลี้ยงและน้ำตาลทราย กลับมาขยายตัวได้ดีสะท้อนว่าสินค้าที่เน้นการแปรรูปและเพิ่มมูลค่า (Value Added) คือ ทางรอดที่ยั่งยืนมากกว่าการขายวัตถุดิบ
การกระจายความเสี่ยงด้านตลาด เริ่มเห็นผลชัดเจน เมื่อตลาดเอเชียใต้เติบโตสูงถึง 123.3% กลายเป็นภูมิภาคใหม่ที่มีศักยภาพสูงมากสำหรับสินค้าไทย ขณะที่ตลาดเดิมอย่างจีนเริ่มชะลอตัว ในทางกลับกันตะวันออกกลางที่เคยเป็นความหวังกลับหดตัวอย่างรุนแรงถึง 57.1% สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและเส้นทางขนส่ง นี่คือบทเรียนสำคัญ ที่ภาคเอกชนไทยต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนตลาดเป้าหมายอย่างรวดเร็ว
ประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ คือ แม้จะส่งออกได้มากเพียงใด แต่ไทยยัง “ขาดดุลการค้า” ช่วงเดือนมี.ค. 69 เพียงเดือนเดียวขาดดุลถึง 3,339 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไตรมาส 1/69 ขาดดุลเกือบ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นั่นเป็นเพราะการนำเข้าขยายตัวสูงถึง 35.7% ส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบ เพื่อมาผลิตซ้ำสำหรับการส่งออก และผลกระทบจากราคาพลังงานสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก การขาดดุลนี้จึงเปรียบเสมือนการ “ลงทุนเพื่ออนาคต” หากสินค้าที่นำเข้ามาถูกแปรรูปเป็นกำไรได้ในวันข้างหน้า
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ประเมินทางออกไว้ 3 รูปแบบ ที่ล้วนมีตัวแปรสำคัญคือ “ความไม่แน่นอน” หากวัฏจักร AI ยังร้อนแรงและการเมืองโลกบรรเทาลง ไทยอาจเห็นการส่งออกปีนี้เติบโตถึง 8% แต่ถ้าสงครามขยายวงกว้างจนกระทบช่องแคบฮอร์มุซและดันค่าระวางเรือพุ่งสูง โอกาสจะได้เห็นการส่งออก “พลิกกลับมาติดลบ” มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน ดังนั้นคำว่า “ประมาทไม่ได้” จึงเป็นคติประจำใจของนักธุรกิจไทยปีนี้
ตัวเลขส่งออก 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความท้าทายบทใหม่ ไทยต้องไม่พึ่งพาเพียงแค่โชคชะตาจากวัฏจักรสินค้าหรือนโยบายภาษีของประเทศอื่น การมุ่งเน้นนวัตกรรม AI การสร้างแบรนด์สินค้าเกษตรพรีเมียมและการลดต้นทุนโลจิสติกส์ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีสุดไม่ว่าโลกจะเผชิญกับฉากทัศน์ใดก็ตาม กระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชน ต้องทำงานเชิงรุกเพื่อเปลี่ยน “สถิติสูงสุด” ให้กลายเป็น “มาตรฐานใหม่” เพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถยืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งท่ามกลางพายุการค้าที่หนักหน่วงมากขึ้น..!!