
ธีมหุ้นเดือนพ.ค.69
เข้าสู่เดือนที่ 5 ของปี 2569 ดัชนีตลาดหุ้นไทยวิ่งขึ้นมาค่อนข้างสวย หรือบวก 18-19% จากสิ้นปี 2568 ระดับดัชนีปัจจุบันที่ 1,490 จุด
เข้าสู่เดือนที่ 5 ของปี 2569 ดัชนีตลาดหุ้นไทยวิ่งขึ้นมาค่อนข้างสวย หรือบวก 18-19% จากสิ้นปี 2568
ระดับดัชนีปัจจุบันที่ 1,490 จุด แม้ว่าจะใกล้เคียงกับที่นักวิเคราะห์จากหลายโบรกเกอร์ต่างตั้งเป้าหมายเอาไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ดัชนีหุ้นไทยจะวิ่งไปต่อไม่ได้ หรือลงมาต่ำกว่านี้ไม่ได้นะครับ
การกำหนดเป้าหมายดัชนีของนักวิเคราะห์เขาทำเพื่อเป็นกรอบอ้างอิงการลงทุน
หรือคล้ายกับ “เข็มทิศ“ นั่นแหละ เพื่อที่นักลงทุนจะได้กำหนดกลยุทธ์ลงทุน เช่น ต้องการ overweight หรือจะเลือกถือเงินสดมากขึ้น
เป้าดัชนีที่ว่านี้ เขาไม่ได้สร้างขึ้นมาแบบลอย ๆ แต่จะนำเรื่องของ “กำไรบริษัทจดทะเบียน” หรือ EPS เข้ามาคำนวณ กับ P/E แล้วจึงเป็นที่มาของเป้าดัชนี
แต่เป้าดัชนีที่ว่านี้ ไม่ได้แม่นยำนักหรอกครับ เพราะยังมีตัวแปรอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือคาดกันไว้ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง ปัญหาความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้น เป้าดัชนีจึงเป็นเพียงแค่เข็มทิศ ไม่ใช่จุดที่จะต้องมายึดแบบตายตัวอะไรมากนัก
แต่สิ่งสำคัญที่อยู่นอกเหนือจากเป้าดัชนี แล้วนักวิเคราะห์มักจะให้ข้อมูลกันบ่อย ๆ เป็นช่วงเวลา
นั่นคือ “ธีมหุ้น”
อย่างล่าสุดเข้าสู่เดือนพ.ค. 69 หรือเดือนที่ 5 ของปีนี้ มีเหตุการณ์มีผลต่อตลาดหุ้นอย่างมีนัยฯ
ในช่วงหยุดยาว 4 วัน ผมได้อ่านบทวิเคราะห์หลักทรัพย์จากโบรกเกอร์ต่าง ๆ และส่วนใหญ่มีการทำธีมหุ้นเดือนพ.ค.นี้ โดยอ้างอิงกับปัจจัยบวกและลบทั้งในและต่างประเทศเข้ามาประกอบ อ่านดูแล้วน่าสนใจดี เลยนำมาสรุป ๆ เพื่อที่พอจะเป็นข้อมูลอ้างอิงการลงทุนได้บ้างครับ
ภาพรวมการลงทุนเดือนพ.ค.นี้ ยังถูกแนะนำให้เลือก “หุ้นมากกว่าตลาด” เพราะปัจจัยต่างประเทศยังผันผวน ทั้งดอกเบี้ยสหรัฐฯ และทิศทางเงินทุนไหลเข้า–ออก ปัญหาสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้การเก็งกำไรควรเน้น “รายตัว” ที่มีปัจจัยบวกหนุนเฉพะตัวชัดเจน
หุ้นกลุ่มแรกที่ยังโดดเด่น มีนักวิเคราะห์ต่างแนะนำมากสุด ยังคงเป็น “กลุ่มธนาคาร” โดยเฉพาะธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL และธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK จากแนวโน้มกำไรยังแข็งแรง ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ทรงตัวสูง และคุณภาพสินทรัพย์ไม่ได้แย่ลงมาก ทำให้เป็นหุ้นพื้นฐานที่นักลงทุนสถาบันทยอยสะสมเมื่อราคาปรับลงมาน่าสนใจ
กลุ่มหุ้นถัดมาคือ “พลังงานและปิโตรเคมี” เช่น บมจ.ปตท. หรือ PTT, บมจ.ไทยออยล์ หรือ TOP, และบมจ.อินโดรามา เวนเจอร์ส หรือ IVL ที่ได้เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวตามราคาน้ำมันและสเปรดปิโตรเคมี และยิ่งหากเศรษฐกิจจีนฟื้นชัดจะเป็นอัพไซด์มากขึ้น
กลุ่ม “ค้าปลีก” อย่าง บมจ.ซีพีออลล์ (CPALL), และ บมจ.เซ็นทรัล รีเทลฯ หรือ CRC มีความน่าสนใจเช่นกันจากกำลังซื้อในประเทศที่เริ่มเห็นการฟื้นตัวบ้าง รวมถึง “มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ของภาครัฐที่อาจออกมาเพิ่มเติม จะยิ่งช่วยหนุนหุ้นในกลุ่มนี้ได้
“กลุ่มท่องเที่ยว” ที่นำโดย บมจ.ท่าอากาศยานไทย หรือ AOT, และ บมจ.โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา หรือ CENTEL และ บมจ.ดิเอราวัณ กรุ๊ป หรือ ERW ยังเป็นธีมหลักของปี 69 ครับ จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มยังเติบโตโดยเฉพาะจีนที่เริ่มกลับมา
หรือกลุ่มหุ้น “นิคมอุตสาหกรรม” เช่น AMATA และ WHA ได้แรงหนุนจากการย้ายฐานการผลิต และการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ หรือ FDI ที่ยังไหลเข้าไทยและเวียดนาม
ที่ขาดไม่ได้ คือ “กลุ่มโรงไฟฟ้า” เช่น GPSC, BGRIM และ GULF เริ่มกลับมาน่าสนใจ
ในฝั่งกลุ่ม “เทคโนโลยี/อิเล็กทรอนิกส์” หุ้นอย่าง DELTA, HANA และ KCE ยังมีความผันผวนสูง แต่มีโอกาสฟื้นตัวหากวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์กลับมาเราจึงเห็นหุ้นเดลต้าฯ ราคาวิ่งขึ้นเสมือนติดปีก
สุดท้ายคือ“กลุ่มสื่อสาร” เช่น ADVANC ยังเป็น Defensive play ที่น่าสนใจ จากกระแสเงินสดมั่นคง และปันผลสม่ำเสมอ เหมาะในช่วงตลาดผันผวน
แต่สิ่งที่นักลงทุนควรระวังแรงขายจากฟันด์โฟลว์ครับ
กลยุทธ์หลักที่นักวิเคราะห์แนะนำคือ “ทยอยสะสมเมื่ออ่อนตัว” และกระจายพอร์ตในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม