
6 หุ้นขึ้นยาก
ถามว่า “โมนิก้า” รู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นดัชนีดีดแรงเมื่อวานนี้ เดี๊ยนตอบได้ทันทีว่า ย่อมรู้สึกดีใจเป็นธรรมดา เพราะทำให้บรรยากาศการลงทุนกลับมาดีเหมือนเดิม
ถามว่า “โมนิก้า” รู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นดัชนีดีดแรงเมื่อวานนี้ เดี๊ยนตอบได้ทันทีว่า ย่อมรู้สึกดีใจเป็นธรรมดา เพราะทำให้บรรยากาศการลงทุนกลับมาดีเหมือนเดิม แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทยต่อจากนี้คงหนีไม่พ้นอาการ “ขึ้นยาก ลงง่าย” เพราะสถานการณ์ของหุ้นเทคไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่ ซึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนทั่วโลกเริ่มรู้สึกเหมือนกันว่า “แพงไป” จึงถูกขายออกมาแบบรัว ๆ ไงล่ะคะ
นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่า บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ยังเผชิญกับต้นทุนการทำธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรอาจไม่ดีเหมือนเดิม และตรงนี้เองที่ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มยังเลือกใช้วิธีเดย์เทรด เพราะเล็งเห็นแล้วว่า การลงทุนระยะกลางถึงระยะยาวเหมือนเสียเวลาเปล่า! ผนวกกับตลาดหุ้นต่างประเทศยังเป็นตัวชี้นำการขยับตัวของดัชนีไทย เลยทำให้หุ้นไทยแกว่งตัวขึ้น ๆ ลง ๆ อีกพักใหญ่พะยะค่ะ
ขนาดหุ้นโรงหมอตัวท็อปอย่าง BDMS ยังออกอาการรวนหนักเป็นเวลานานถึง 4 เดือน ทั้งที่ผลงานแต่ละไตรมาสก็ออกมาดี แต่เหตุไฉนไม่มีกองทุนเข้ามาเก็บหุ้นกันเลย “โมนิก้า” จึงต้องออกมาถามนักลงทุนว่า การยืนปิดที่ระดับ 18.40 บาท บวกไป 0.20 บาท หรือขึ้นไป 1.10% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 917 ล้านบาท ท่ามกลาง PE 18 เท่า และมีความเป็นไปได้ที่คนไข้ตะวันออกกลางจะกลับมาใช้บริการเหมือนเดิมแบบนี้..ไม่น่าเล่นตรงไหนคะ
เช่นเดียวกับในรายของ AAV ที่ทำให้อีฉันเห็นว่า หุ้นไม่สามารถวิ่งทะลุแนวต้าน 1.15 บาทในช่วง 4 เดือนได้สักที ทั้งที่สถานการณ์เกี่ยวกับธุรกิจการบินดีขึ้นเป็นลำดับ “โมนิก้า” เลยขอเดาว่า คงเป็นผลมาจากผลงานไตรมาส 2 น่าจะออกมาไม่ดีแน่ ๆ นักลงทุนสถาบันถึงไม่กล้าเล่นแบบสุดซอย วานนี้เลยเป็นอีกวันที่เห็นราคาหุ้นยืนจุ้มปุ๊กอยู่ที่ 1.09 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 93 ล้านบาทนะซี
ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น BCP เพื่อชี้ให้เห็นสภาพของหุ้นในช่วง 4 เดือนมีอาการซึมลงอย่างชัดเจน ซึ่งดูได้จากราคาหุ้นก่อนหน้านี้ยืนที่ระดับ 40 บาท แต่วันนี้หุ้นยืนปิดที่ 32.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 110 ล้านบาท ผนวกกับตอนนี้เจอแรงกดดันเรื่องราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ผลงานในไตรมาส 2-4 ลดฮวบแบบนี้..หุ้นจะขึ้นอย่างไรล่ะทีนี้
คล้ายกับสถานการณ์ของหุ้น BJC ซึ่งเป็นเจ้าพ่อบรรจุภัณฑ์ขวดแก้ว และเป็นเจ้าของห้างบิ๊กซี ก็ตกอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” เป็นเวลาหลายปี ล้วนมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง แถมช่วงนี้มาเจอ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทำยอดขายตกวูบอีก “โมนิก้า” เลยรู้สึกเห็นใจผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีสุด ๆ เลยหวังในใจว่า พ่อหนุ่ม “เอกนิติ” จะยื่นมือเข้ามาช่วยบริษัทที่เสียภาษีให้รัฐเต็ม ๆ สักที..ไม่ใช่มัวแต่สร้างฐานคะแนนเสียงนะคะ
เรื่องข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น GLOBAL ขึ้นมาอีกครั้ง เพราะผลงานไตรมาส 1 ออกมาดีกว่าที่คาด แต่ราคาหุ้นก็ขึ้นรับข่าวแป๊บเดียวเลิก ต่อจากนั้นก็อยู่ในอาการซึมกระทือพักใหญ่ อีฉันเลยเข้าใจว่า นักลงทุนกังวลผลการดำเนินงานไตรมาส 2 อาจไม่ดีเหมือนที่หวัง แถมไตรมาส 3 เป็นโลว์ซีซั่นอีก เลยเป็นแรงกดดันที่ทำให้หุ้นขึ้นยาก ส่งผลให้ราคาหุ้นขยับตัวไม่เกิน 6.50 บาทในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมานะนายจ๋า
อีกหนึ่งรายที่ลืมไปได้เลยเหมือนกันก็คือ OR ซึ่งเป็นหุ้นที่อีฉันชื่นชอบมากก่อนหน้านี้ แต่ทันทีที่มีสารพันปัญหาถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ก็ทำให้อีฉันถอยฉากออกมาเรื่อย ๆ จนล่าสุดมีดราม่าเกี่ยวกับอุปกรณ์เครื่องปั่นฟองนมที่ใช้ในร้าน “Café Amazon” ก็ทำให้ “โมนิก้า” สงสัยขึ้นมาในทันทีว่า ในอนาคตจะเจอวิบากกรรมอะไรอีก? แถมราคาหุ้นก็นิ่งเหลือเกินในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาแบบนี้..ลุ้นไม่ขึ้นแล้วกระมัง!
โมนิก้าและทีมงาน