พาราสาวะถี

ยิ้มแก้มปริกันทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 วันแรก (25 พฤษภาคม)


ยิ้มแก้มปริกันทุกคน ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทะเบียนรับสิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 วันแรก (25 พฤษภาคม) โดยระบบไม่ล่มแม้จะมีคนแห่แหนเข้าไปลงทะเบียนก็ตาม ทำให้จำนวนสิทธิที่รัฐบาลวางเอาไว้ 30 ล้านสิทธินั้น เหลือไม่มาก ประมาณกันไว้ว่าถ้าผู้มีสิทธิยังคงเข้าไปลงทะเบียนต่อเนื่อง สิทธิน่าจะเต็มก่อนครบกำหนดปิดการลงทะเบียนคือ 4 ทุ่มของคืนวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ พอเดินหน้าโครงการใหญ่ได้ตามนโยบายที่ประกาศไว้ น่าจะทำให้ อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมคณะเบาใจได้ในระดับหนึ่ง

ประเด็นที่รายทางมีการร้องเรียนต่าง ๆ นานานั้น ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับรัฐบาลสายตรงอนุรักษ์นิยม ไม่มีอะไรให้หนักใจ การทำงานตามอนุทินสไตล์ไม่จำเป็นต้องแยแสกระแสวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ หากถูกรุกไล่ ต้อนหวังให้จนมุม ก็ตัดจบที่ทุกเรื่องพร้อมรับผิดชอบเอง ซึ่งเมื่อมองไปยังแนวร่วมที่สนับสนุน ยังมองไม่ออกว่าฝ่ายจ้องเล่นงานจะจัดการแบบไหน ทุกองคาพยพถูกออกแบบมาไว้เพื่ออุ้มสมคนที่ใช่ สายตรงที่เป็นพวกเดียวกัน แล้วมันจะถูกใช้เป็นอาวุธมาทิ่มแทงคนกันเองได้อย่างไร

ตัวอย่างที่ทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องคิดหนัก น่าจะเป็นกรณีของ พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.ปาร์ตี้ลิสต์ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่ประกาศล่ารายชื่อ 50 สส.ยื่นถอดถอน อนุทิน กับ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยข้อกล่าวหา ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันเนื่องมาจากปัญหาที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ แต่ปรากฏว่า พรรคประชาชนไม่เล่นด้วย

นั่นเท่ากับว่า การตั้งท่าขยับเรื่องนี้ของวีรบุรุษนาแกย่อมเป็นหมันโดยปริยาย เหตุผลที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคสีส้มปฏิเสธร่วมเดินเกมนี้ก็คือ ไม่ต้องการไปขยายอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญ จากมุมมองที่ว่าบทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญควรมีไว้เพื่อพิจารณาชี้ขาดเรื่องกฎหมาย ไม่ใช่มาตรวจสอบเรื่องจริยธรรม กรณีนี้ควรเป็นหน้าที่ของสภาคือฝ่ายการเมืองตรวจสอบกันเอง จนเป็นเหตุให้เสรีพิศุทธ์ต้องโพสต์เฟซบุ๊กแสดงข้อกังขาต่อท่าทีดังกล่าวของพรรคแกนนำฝ่ายค้าน

คำถามที่ชวนให้สังคมสงสัยในมุมมองของอดีตผบ.ตร.รายนี้ก็คือ พรรคส้มไม่ช่วย เพราะมีอะไรกันหรือเปล่า อยากให้เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเหนือนโยบายส่วนตน คงหนีไม่พ้นชวนให้คนกลับไปยังจุดกังขาเดิมของพรรคส้มกรณียกมือโหวตให้อนุทินเข้าไปเป็นผู้นำรัฐบาลอายุสั้นที่ผ่านมา กระทั่งสามารถทำให้พรรคสีน้ำเงินก้าวกระโดด เข้าไปกุมเสียงข้างมากในสภาในวันนี้ ท่วงทำนองแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลก และน่าจะเป็นการยืนยันคำพูดของผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคสุดโต่ง นี่คือการประนีประนอมครั้งใหญ่ แต่ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ของบ้านเมือง หากเป็นเรื่องของตัวเองและคนใกล้ชิดมากกว่า

ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นบทพิสูจน์ว่าแกนนำรัฐบาลจริงใจ และจริงจังแค่ไหนกับเรื่องดังกล่าว ถ้าผลักดันให้ทำกันเร็ว ไม่ต้องรอให้ถึงปีสุดท้ายของรัฐบาล นั่นก็แสดงให้เห็นว่ามีความต้องการที่จะปรับแก้เพื่อให้เกิดรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ไม่ต้องมองไปถึงเป็นกฎหมายสูงสุดที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะมันไม่มีทางเกิดขึ้นและเป็นไปได้ สุดท้ายก็วกกลับมายังคำถามเดิม ใครจะโง่ไปแก้ในสิ่งที่ตัวเองและพรรคพวกได้ประโยชน์

โดยเฉพาะกับการเป็นรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาเพื่อ ให้ทุกองคาพยพของอนุรักษ์นิยม มีอำนาจ คุมเกมของฝ่ายการเมืองได้ มิหนำซ้ำ ยังสามารถกดข่มพรรคการเมืองไม่ให้แข็งแรงได้ การได้สส.เกือบ 200 ที่นั่งของพรรคสีน้ำเงิน ก็ไม่ใช่สิ่งบ่งชี้ว่าด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็งได้ เพราะในทางกลับกัน หากเป็นพรรคสีส้มชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงเช่นนี้ คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่เชื่อว่าจะได้เข้าไปนั่งเป็นฝ่ายบริหารประเทศหรือไม่

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของการใช้ทุกเครื่องมือในการช่วยให้พรรคสีน้ำเงินประสบชัยชนะในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดในการทำหน้าที่ขององค์กรที่เกี่ยวข้องก็มีให้เห็นแล้ว เทียบเคียงการรับรองผลการเลือกตั้ง ระหว่างการเลือกตั้งคราวที่พรรคสีส้มกับพรรคสีน้ำเงินคว้าชัยชนะ มันต่างกันอย่างลิบลับ ทุกคำอธิบายคือข้อแก้ตัวที่อาศัยกลไกจากการออกแบบของขบวนการเผด็จการสืบทอดอำนาจ มาช่วยรองรับเพื่อสร้างความชอบธรรมทั้งสิ้น

เมื่อทิศทางการเมืองเป็นไปในลักษณะนี้ โอกาสที่ว่ารัฐบาลจะเจอตอจากประเด็นที่ถูกร้องเรียนในเวลานี้ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่รัฐบาลทำเองอย่างพ...กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หรือกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่เป็นความรับผิดชอบของกกต.แทบจะฟันธงไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า รอดทุกเรื่อง เช่นเดียวกันกับข้อกังวลที่ว่า การก้าวเท้าพ้นเรือนจำของ ทักษิณ ชินวัตร จะทำให้เกิดความร้อนแรงภายในรัฐบาลผสม หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ไม่ใช่เพราะพรรคเพื่อไทยไม่กล้างัดข้อกับภูมิใจไทยด้วยเสียงที่ต่างกันมาก

หากแต่เป็นเรื่องของการรับคำสั่ง ที่ทั้งอนุทินและนายใหญ่ต้องช่วยกันขบคิด จะนำพาบ้านเมืองให้เดินไปข้างหน้า ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนได้อย่างไร ด้วยโจทย์เช่นนี้มันจึงทำให้เกิดภาพของรัฐบาล ที่รัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญ หรือแทบจะเรียกได้ว่าเกือบทุกกระทรวงต้องตัดความเป็นพวกพ้อง เอื้อประโยชน์บ้านใหญ่ ขาใหญ่ภายในพรรค เลือกคนที่สังคมให้การยอมรับมาสร้างภาพลักษณ์ และสร้างผลงานให้ปรากฏ การบ้านที่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่แกนนำพรรคส่งสารไปถึงเหล่าสมาชิก นั่นจึงทำให้เราได้ยินแต่ข่าวมีพวกก่อหวอดเรียกร้องเก้าอี้ แต่ไม่เกิดภาพขยายผลบานปลายเหมือนอดีตที่ผ่านมา

อรชุน

Back to top button