
พาราสาวะถี
มองได้ทุกมุมกับการเปิดประเด็นแชตไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ที่ระบุว่า เป็นการส่งโดย นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง
มองได้ทุกมุมกับการเปิดประเด็นแชตไลน์หลุด “ช่วยน้ำเงินด้วย” ที่ระบุว่า เป็นการส่งโดย นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา กระทั่งมีการร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร ของ รุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต ที่อ้างว่าถูกย้ายไปช่วยราชการอย่างไม่เป็นธรรม เพราะไม่สนองงานการเมืองจากแชตหลุดดังกล่าว ขณะที่นฤชาได้ออกมาปฏิเสธ พร้อมยืนยันต่อการปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต
เหตุที่บอกว่ามองได้ทุกมุมนั้น พิจารณาจากผู้ที่เป็นตัวแทนปลัดจังหวัดภูเก็ตไปยื่นร้องต่อกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ คือ ภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ถือเป็นคนที่ไล่บี้กับทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับบ้านใหญ่บุรีรัมย์ และพรรคสีน้ำเงิน จึงถูกมองได้ว่า น่าจะเป็นการเปิดประเด็นเพื่อหวังผลในการทำลายความน่าเชื่อถือของทั้งฝ่ายบริหารและข้าราชการประจำ แต่การออกมาเคลื่อนไหวเช่นนี้ ถ้าไม่มีมูลก็เสี่ยงที่จะถูกโต้กลับด้วยการกล่าวหาด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
ขณะที่ในแง่ของความเชื่อของกลุ่มที่เห็นว่าอำนาจทางการเมืองในยุคของรัฐบาลอายุสั้น ที่มีการย้ายอุตลุดภายในกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ระดับอธิบดีไปถึงปลัดอำเภอนั้น มันก็ชวนให้คิดและเชื่อได้ว่า เพื่อหวังผลต่อการเลือกตั้งที่พรรคสีน้ำเงินกวาดคะแนนเสียงได้ถล่มทลาย นั่นเอง แน่นอน ไม่มีข้าราชการหน้าไหนจะยืดอกยอมรับว่า เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารเพื่อเป้าหมายทางการเมือง ไม่ว่าจะมีหลักฐานแน่นหนาขนาดไหน ยังไงก็ต้องปฏิเสธหัวชนฝา
ความน่าสนใจคงเป็นสารที่ถูกสื่อมาจากฝ่ายตรงข้ามพรรคแกนนำรัฐบาลมากกว่า มีการพุ่งเป้าไปที่สีน้ำเงิน นับตั้งแต่ระบอบสีน้ำเงินจนมาถึงช่วยน้ำเงินด้วย เป็นความพยายามที่จะฉายภาพ เพื่อให้เห็นถึงความเส้นใหญ่ ไม่ธรรมดาของ อนุทิน ชาญวีรกูล และพลพรรคภูมิใจไทย ในกรณีนี้เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างอยู่แล้ว นับตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลอายุสั้น ภายใต้การสนับสนุนผ่าน MOA ของพรรคประชาชน ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ผ่านกระบวนการเตรียมการ และเตรียมพร้อมกันไว้ทั้งสิ้น
ถึงขนาดที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ชี้ชะตา แพทองธาร ชินวัตร แต่บรรดาข้าราชการระดับสูง ที่นำโดย ปลัดกระทรวงบางแห่ง ได้พาเหล่าอธิบดีทั้งหลายไปสวามิภักดิ์ต่ออาจารย์ใหญ่ของพรรคสีน้ำเงินกันหมดแล้ว ถ้าไม่มีสัญญาณพิเศษว่ามีการวางแผนกันไว้อย่างไร ใครจะมารับช่วงต่อ เพราะเวลานั้นยังไม่รู้ว่าพรรคสีส้มจะตัดสินใจอย่างไร แต่เหล่าข้าราชการระดับสูงขยับตัวกันเอิกเกริก นั่นย่อมเป็นภาพสะท้อนความไม่ปกติ และเห็นชัดว่า ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมั่นใจในการเดินเกมรวบอำนาจได้แน่
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่เวลานี้พรรคสีส้มพยายามที่จะจุดประเด็นของระบอบสีน้ำเงิน โดยมองได้ 2 ทางคือ จุดกระแสเพื่อทำให้เห็นความเป็นรัฐบาลเด็กเส้น ทำอะไรก็ไม่ผิด อีกทางคือการเดินเกมแรงทิ้งทวน ด้วยมองเห็นว่าคดีที่อยู่ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยการแก้ไขมาตรา 112 ของ 44 สส.นั้น ยังไงเสียก็ไม่รอด จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมากระมิดกระเมี้ยน ลุยกันให้สุดทางเพื่อรักษาแนวทางของพรรค เอาใจกองเชียร์ที่ยังเหนียวแน่น และ เป็นการกลบเกลื่อนความผิดที่ไปยกมือหนุนให้สายตรงอนุรักษ์นิยม จนทำให้ผงาดขึ้นมายิ่งใหญ่อยู่ทุกวันนี้
หากจะว่าไปปมอันเกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงคลองหลอดนั้น บทบาทความเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของเสี่ยหนู อาจถูกมองว่า เป็นตัวการสำคัญในการสั่งการเพื่อให้เกิดการเอื้อประโยชน์ต่อพรรคสีน้ำเงิน แต่ความจริงกลไกในการทำงานสอดประสานทั้งเตรียมการ สั่งการ และประสานงานกันอย่างใกล้ชิดนั้น เป็นเรื่องของทีมอาจารย์ใหญ่ โดยเฉพาะมือขวาที่ถูกส่งไปติดตามใกล้ชิดเหมือนเงาตามตัวอนุทิน นั่นเอง
นอกจากนั้น ยังมี ทรงศักดิ์ ทองศรี ที่นั่งเป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยมายาวนานตั้งแต่รัฐบาลเผด็จการสืบทอดอำนาจปี 2562 ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลอายุสั้น เป็นสายตรงบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ทำงานแบบเงียบ ๆ แต่หวังผล ตรงเป้าหมาย ซึ่งจะว่าไปเหล่าผู้บริหารที่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมากุมบังเหียนกรม กองต่าง ๆ ในกระทรวงคลองหลอดนั้น จำนวนไม่น้อยมีสายสัมพันธ์อันดีกับคนพรรคสีน้ำเงิน มาตั้งแต่คราวรัฐบาลในค่ายทหารแล้ว โดยรัฐมนตรีว่าการขณะนั้นก็คือ “ปู่จิ้น” ชวรัตน์ ชาญวีรกูล บิดาของอนุทินนั่นเอง
ความเป็นพรรคสีน้ำเงิน ผนวกเข้ากับความเป็นสายตรงอนุรักษ์นิยม จึงทำให้การทำงานประสานกับเหล่าผู้บริหารของกระทรวงต่าง ๆ เป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่ต้องพูดถึงบรรดาชนชั้นอีลิททั้งหลาย ต่างก็ได้รับสัญญาณไปในทางเดียวกัน ตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องร้องของแพทองธารไว้พิจารณาแล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นแบบไหน และเดินกันไปในทิศทางใด จนถึงนาทีนี้ยังมองไม่เห็นอุปสรรคที่จะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลแต่อย่างใด
หลังขับเคลื่อนนโยบายไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ไปแล้ว ถือว่ารัฐบาลมีภูมิคุ้มกันในแง่ความไม่พอใจจากประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ส่วนปมการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ โสภณ ซารัมย์ บอกว่าจะบรรจุญัตติที่แต่ละพรรคการเมืองยื่นร่างแก้ไขให้สภาพิจารณาในช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนั้น คงมีความพยายามจุดกระแส สร้างการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนของพรรคสีส้ม แต่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับปากท้องมากกว่า จึงยังไม่ใช่จังหวะที่จะทำให้เกิดการสั่นคลอนต่อรัฐบาลได้ ยิ่งมีเรื่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.มาประกบด้วย ทิศทางข่าวสารก็จะเบนเข็มตามเรื่องนี้ไปด้วย
อรชุน