
พาราสาวะถี
ไม่ใช่เรื่องแปลกใจอะไรกับคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่ให้จำคุก พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ
ไม่ใช่เรื่องแปลกใจอะไรกับคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่ให้จำคุก พลตำรวจเอกวัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานป.ป.ช. และ สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการป.ป.ช.คนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ให้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีนาฬิกาเพื่อน ของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังจากที่ วีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เป็นโจทก์ยี่นฟ้อง
ปมแหวนแม่นาฬิกาเพื่อน คนแสดงความกังขากันทั้งบ้านทั้งเมือง ในเมื่อองค์กรอิสระที่ต้องตรวจสอบการทุจริต มีหน้าที่ต้องทำให้ทุกอย่างโปร่งใส เป็นธรรมกับทุกฝ่าย ดำเนินกระบวนการไต่สวน และตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา จึงมองไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องมาทำลับ ๆ ล่อ ๆ ต่อการเปิดเผยเอกสารในการตรวจสอบเรื่องนี้ ถึงขนาดกล้าที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด นั่นย่อมทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อได้ว่า กระบวนการที่ทำมาไม่ชอบมาพากลอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน ผลจากคำพิพากษาของศาลอาญาฯ ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดมีน้ำหนักต่อองค์กรอิสระ และยังคุ้มครอง ปกป้องสิทธิของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของรัฐ โดยวีระได้ชี้ว่า นี่เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศ ที่คนธรรมดาสามารถฟ้องร้องเอาผิด และเอาชนะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ คดีดังว่าเป็นสัญญาณเตือนให้เห็นว่า องค์กรอิสระที่ทำตัวเหมือนอยู่เหนือกฎหมาย โดยเฉพาะมีหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ท้ายที่สุด ก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าความถูกต้อง เป็นธรรม
ผลจากคดีของวีระที่เล่นงานสองอดีตกรรมการป.ป.ช.ในหนนี้ น่าจะเป็นหัวเชื้ออย่างดีที่จะทำให้บุคคล หรือคณะบุคคลที่ยังรีรอ ตั้งท่าจะยื่นให้มีการตรวจสอบกรณีการยกคำร้องในคดี ศักดิ์สยาม ชิดชอบ กล้าที่จะเดินหน้าใช้ช่องทางตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดการวินิจฉัยชี้ว่าสิ่งที่ป.ป.ช.มีมติยกคำร้อง จนถูกมองว่าขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในปมซุกหุ้นนั้น เป็นความผิดและสมควรจะถูกลงโทษหรือไม่ งานนี้คงมีคนที่อยู่ไม่เป็นสุข แม้คนเหล่านั้นต่างเชื่อใจว่าจะมีบารมีบางอย่างคุ้มกะลาหัวก็ตาม
อย่างที่เคยบอกยุคของระบอบอุปโลกน์อย่างระบอบทักษิณ มีการตั้งข้อกล่าวหากันเรื่องแทรกแซงองค์กรอิสระ กระทั่งถูกเผด็จการยึดอำนาจ 2 หนใช้เป็นข้ออ้างในการนำมาเขียนเป็นข้อกฎหมาย โดยอ้างว่าเพื่อทำให้องค์กรอิสระทั้งหลายเป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้ แต่ทำไปทำมา กลายเป็นว่า เป็นการทำให้องค์กรเหล่านั้นถอยห่างจากประชาชน ถึงขนาดที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ได้ก็สั่งให้ปิดปากห้ามวิจารณ์ กลายเป็นองค์กรที่ต้องมาเป็นเครื่องมือปกป้องเครือข่ายของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้ามในนามนิติสงครามไปเสียฉิบ
หันกลับมามองรัฐบาลเด็กเส้น อนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าสร้างภาพนายกรัฐมนตรีคนขยัน ทำงานไม่หยุดหย่อน พร้อมขายภาพลักษณ์รัฐมนตรีคนดีย์ ผนวกเข้ากับการเดินหน้าโครงการประชานิยมจำแลงอย่างไทยช่วยไทยพลัส 60/40 และเพิ่มเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นการปลุกกระแสความนิยม เบี่ยงเบนความสนใจประเด็นการเมืองอื่นๆ แต่เริ่มมีการส่งซิกไปยังท่านผู้นำให้ตรวจสอบขบวนการหากินของคนใกล้ตัว คนกันเองทั้งหลายให้ใกล้ชิด ระวังจะตายน้ำตื้นกันได้
เนื่องจากมีการพบว่า บางกระทรวงภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีพรรคสีน้ำเงิน เริ่มที่จะเดินหน้าโครงการโดยใช้บริษัทเอกชนทั้งหลาย ซึ่งต่างรู้กันดีว่ามีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับใครบ้าง ยิ่งสายบุรีรัมย์คอนเน็คชั่น ว่ากันว่า พาเหรดเข้ารับงานกันไม่หวาดไม่ไหว มีตั้งแต่หลักสิบไปถึงพันล้านกันเลยทีเดียว เสี่ยหนูอาจอ้างว่าทุกอย่างล้วนแต่เป็นไปตามกระบวนการการจัดซื้อจัดจ้าง ทำตามระเบียบราชการ อาจจะถูกต้อง แต่ต้องให้ทีมงานไปตรวจสอบให้ชัด ไม่มีปมผลประโยชน์ทับซ้อนใช่หรือไม่
อย่างไรก็ตาม น่าจะเป็นเรื่องลำบากอีก เพราะถ้าไม่นับคนของตัวเองที่ติดสอยห้อยตามมาตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่แวดวงการเมือง คนที่อาจารย์ใหญ่จัดมาให้เพื่อใช้รับสารแก้เกมทางการเมืองนั้น ในแวดวงต่างรู้กัน คนเหล่านั้นทำงานกันเป็นทีม ยิ่งกว่าล็อบบี้ยีสต์มืออาชีพเสียอีก จะบอกว่าทำให้เหล่าบรรดาผู้บริหารหน่วยงาน กรม กอง ต่างๆน้ำท่วมปากคงไม่ผิดนัก แต่ยุคพรรคสีน้ำเงินครองเมืองนั้น บางทีคนเหล่านั้นอาจจะรู้สึกดีก็เป็นได้ ที่ได้ร่วมประเคนสิ่งที่นายต้องการให้อย่างจุใจ ยิ่งมีแบ็กอัพระดับเทพด้วยแล้วยิ่งทำให้เหล่าข้าราชการพร้อมจะสนองฝ่ายกุมอำนาจอย่างเต็มที่
เข้าสู่โหมดชิงชัยกันแบบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หลังจากมีการเปิดรับสมัครกันไปเมื่อวานนี้(28พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่อาสาป้องกันตำแหน่งอีกหน มือดีจับสลากได้เบอร์ 9 เลขมงคล จำง่าย ทำให้กองเชียร์เฮลั่นกันตั้งแต่ออกจากจุดสตาร์ท ส่วนคู่แข่งจาก 2 พรรค อนุชา บูรพชัยศรี ค่ายประชาธิปัตย์ได้เบอร์ 5 และ ชัยวัฒน์ สถาพรวิจิตร จากพรรคประชาชนได้เบอร์ 10 นับแต่วันนี้ก็จะได้เห็นป้ายหาเสียงติดกันเต็มบ้านเต็มเมือง
อดีตผู้ว่าฯกทม.ใหม่หมาด แม้จะมีความมั่นใจมาพร้อมนโยบายหาเสียงที่เตรียมไว้แบบเต็มที่ คู่แข่งที่น่ากลัวคือด็อกเตอร์โจจากพรรคสีส้มก็ถือว่าประมาทไม่ได้ หากมองว่าคนรุ่นใหม่คือตัวชี้วัดของการเลือกตั้งหนนี้ พรรคที่ได้สส.กทม.ทั้ง 33 เขตก็ใช่ว่าจะได้เปรียบ เพราะชัชชาติก็ถือเป็นคนที่เล่นกับกระแสโซเชียลได้ดีไม่แพ้กัน ถ้ามองจากท่วงทำนองระหว่างคนที่เป็นผู้สมัครอิสระ กับฝ่ายที่มีสังกัด ต้องยอมรับว่า นาทีนี้แกนนำพรรคส้มยังหาทางออกที่วางระเบิดตัวเองจากปมระบอบสีน้ำเงินไม่เจอ ไม่รู้ว่ากว่าจะถึงวันเลือกผู้ว่าฯเมืองหลวง อะไรจะเกิดขึ้นอีก นี่แค่เพิ่งเริ่มต้นคงมองอะไรให้ขาดทีเดียวไม่ได้
อรชุน