
พาราสาวะถี
เรียกว่าถูกต้อนจนมุมจนยากที่จะหาทางติ๊ดชึ่ง ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ หลังจากสร้างวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน”
เรียกว่าถูกต้อนจนมุมจนยากที่จะหาทางติ๊ดชึ่ง ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ หลังจากสร้างวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนก็ยอมรับส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อตกลงหรือ MOA ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย ที่ไปยกมือหนุนให้ อนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลอายุสั้น นั่นเอง แต่ก็ยังหาทางลงให้กับตัวเองและพรรคสีส้ม ด้วยการโยนไปว่า สิ่งที่ประเทศไทยกำลังล้มเหลวคือ ความอ่อนแอจากภายในจากการทุจริตคอร์รัปชั่นที่กัดกินประเทศนี้อยู่
ฟังดูมันก็ย้อนแย้งอยู่ไม่น้อย เพราะคนที่พรรคส้มตัดสินใจไปโหวตให้ขึ้นครองอำนาจนั้น ภาพก็ชัดอยู่แล้วว่าเป็นฝ่ายไหน พฤติกรรมของคนที่ร่วมคณะเป็นอย่างไร ถ้าในสายตาของคนพรรคส้มเห็นว่าพรรคสีน้ำเงินเต็มไปด้วยนักเลือกตั้งที่มุ่งแต่แสวงหาผลประโยชน์จากการเข้าไปกุมอำนาจ แล้วจะไปสนับสนุนเพื่ออะไร นอกจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ตัวเองมองเห็นได้ ยังทำท่าว่าจะหนักข้อไปขึ้นไปอีก ถึงขนาดที่เหล่ากูรูทั้งหลายฟันธงไปว่า นี่คือ ชัยชนะ การรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จของฝ่ายอนุรักษ์นิยม
ความจริงไม่ใช่เรื่องของการตัดสินใจผิดพลาด เพราะผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคส้มพูดเอง เพื่อใช้เหตุผลที่อ้างไปรองรับความชอบธรรมในการตัดสินใจครั้งนั้น หลังการเลือกตั้งครั้งใหม่จะเกิดการประนีประนอมครั้งใหญ่ มุมเดียวที่พรรคส้มมองเห็นจากการยกมือให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ที่เห็นตรงข้ามกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่นั่นก็คือ จะสามารถทำให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการได้ ซึ่งถึงเวลานี้น่าจะพิสูจน์ได้แล้วว่า ไม่เป็นความจริง
การยังคงกล่าวอ้างและย้ำถึงการแก้ไขและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น เช่นรัฐธรรมนูญปี 2540 ประชาชนเคยเข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระที่ไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาได้ เป็นเรื่องเพ้อฝันทั้งสิ้น เมื่อปล่อยให้สายตรงอนุรักษ์นิยมผงาดขึ้นมากุมอำนาจ พร้อมยึดโยงกับทุกองคาพยพที่กลไกของเผด็จการสืบทอดอำนาจได้วางกลไกไว้ทั้งหมด ถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำสำเร็จได้อย่างไร
ฉากทัศน์หนึ่งซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริงในเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมากที่สุด คงเป็นความเห็นของ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ชี้ว่า เมื่อมองจากภาพความเป็นจริง ไม่ต้องพูดถึงระบอบสีน้ำเงิน เอาแค่พรรคสีน้ำเงินและสว.สายสีน้ำเงิน เมื่อฝ่ายที่มีคะแนนเสียงอันดับหนึ่งทั้งในสภาสูงและสภาล่าง เป็นเสียงข้างมากในรัฐสภา ย่อมมีข้อได้เปรียบในการกำหนดกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือสสร.และกรรมาธิการยกร่าง รวมทั้งเนื้อหาของรัฐธรรมนูญใหม่ ที่จะผ่านสสร.เพื่อลงประชามติ
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวาระแรกของการแก้ไขมาตรา 256 คือ ร่างของภูมิใจไทยจะเป็นร่างหลัก แน่นอนว่า ถ้าต้องการให้เกิดความสง่างาม และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยแนวทางที่สมานฉันท์ พรรคสีน้ำเงินอาจต้องแสดงความใจกว้าง โดยการให้ที่ประชุมรัฐสภารับทุกร่างของทุกพรรค อย่างไรเสีย เมื่อกระบวนการทำงานในชั้นกรรมาธิการอาจจะมีข้อถกเถียงอย่างเข้มข้นเรื่องที่มาสสร. แต่ที่สุดทั้งกรรมาธิการและรัฐสภาจะมีมติเห็นชอบตามแนวทางที่ภูมิใจไทยและสว.สีเดียวกันต้องการ ในเมื่อเสียงของสองสภารวมกันยังไงเสียงสว.กับภูมิใจไทยก็เกินครึ่งอยู่แล้ว
สสร.และกรรมาธิการยกร่างเสียงข้างมาก จะถูกตั้งขึ้นตามมติสีน้ำเงิน การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเพิ่มอุณหภูมิทางการเมืองให้ร้อนแรง แต่ไม่มีสถานการณ์แตกหัก เพราะเป็นขั้นตอนในระบบรัฐสภา ท้ายที่สุดจะเกิดร่างรัฐธรรมนูญตามแนวอนุรักษ์นิยม นั่นหมายความว่า ถ้าเดินไปตามกระบวนการเช่นนี้ ภายใต้รัฐสภาชุดนี้ รัฐธรรมนูญที่ถูกทำคลอดออกมา ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 พลัส เติมเต็มสิ่งที่ มีชัย ฤชุพันธุ์ กับคณะได้ร่างไว้
หากกระบวนการ และบทสรุปลงเอยเช่นนั้นจริง ในที่สุดก็หนีไม่พ้นที่ฝ่ายประชาธิปไตย หรือเสรีนิยมอาจต้องออกมารณรงค์ไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แก้ไข เรียกได้ว่าเข้าทางฝ่ายอนุรักษ์นิยมไปเต็ม ๆ เพราะทุกอย่างถือว่าพรรคสีน้ำเงินและรัฐบาลได้ทำตามผลประชามติที่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว แต่เมื่อทำประชามติหลังการแก้ไขผ่านกระบวนการของรัฐสภาแล้ว เสียงประชาชนส่วนใหญ่ไม่ให้ผ่าน ถือว่าได้ดำเนินการครบถูกต้องตามครรลองแล้ว
ในทางกลับกันหากร่างดังกล่าวผ่านประชามติ เท่ากับว่าจะได้รัฐธรรมนูญ 2560 พลัส เติมเต็มกลไกต่างๆที่ออกแบบไว้ด้วยขบวนการเผด็จการสืบทอดอำนาจ เพียงแต่หนนี้ได้รับการรับรองโดยรัฐสภา และรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เรียกได้ว่า กลเกมว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญทำนองนี้ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมีแต่กำไร เลวร้ายสุดแค่เสมอตัว ตามความเห็นของณัฐวุฒิ คงไม่ต่างจากที่คนส่วนใหญ่คิด ใครกันที่หลงเกมอนุรักษ์นิยม ที่จู่ๆก็ไปทำให้พลังสีน้ำเงินเติบโตก้าวกระโดดจนชนะเลือกตั้งถล่มทลาย ทำให้ทุกอย่างเดินง่าย ได้ดั่งใจต้องการ
การตัดสินใจที่ผิดพลาดของพรรคสีส้ม กลายเป็นแผลที่ถูกคนภูมิใจไทยนำมาขยี้ซ้ำบ่อย ๆ ล่าสุด ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯก็ตอกย้ำเรื่องนี้ พรรคสีน้ำเงินโตขึ้นจากพรรคสีส้ม จากที่มีสส.เพียง 70 เสียงไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย การสนับสนุนของพรรคสีส้ม ทำให้ได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล ทำให้อนุทินได้เป็นนายกฯ โดยใช้ระยะเวลาสองเดือนกว่าๆ กระทั่งสร้างความมั่นใจกับประชาชนในการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ทำให้พรรคสีน้ำเงินได้รับเสียงสนับสนุน 192 เสียง ไม่ว่าพรรคส้มจะขยันสร้างวาทกรรมยังไง สุดท้ายหนีไม่พ้นต้องเขกกบาลตัวเองต่อความเขลาในการอุ้มชูหน่อเนื้ออนุรักษ์นิยม
อรชุน