
ดีล GULF สำคัญที่ ‘คนซื้อ’
วานนี้ราคาหุ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เริ่มฟื้นหลังปรับลงต่อเนื่องจากระดับ 65.00 บาท เมื่อช่วงกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา
วานนี้ราคาหุ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เริ่มฟื้นหลังปรับลงต่อเนื่องจากระดับ 65.00 บาท เมื่อช่วงกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา
ปัจจัยที่กดราคาลง นักลงทุนน่าจะทราบกันดีแล้วว่ามาจากดีลที่มีการทำบิ๊กล็อตต่ำกว่าราคากระดาน
เป็นดีลของ Singtel Global Investment ผู้ถือหุ้นรายสำคัญใน กัลฟ์ฯ ที่ขายหุ้นออกมาแบบ “บิ๊กล็อต” (Big Lot) จำนวน 416 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 59 บาท มูลค่ากว่า 24,500 ล้านบาท
หากมองผิวเผิน อาจเกิดปุจฉาว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่กำลังไม่มั่นใจในกัลฟ์ฯ หรือไม่
แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกนิด เรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เพราะในเวลาใกล้เคียงกัน กลับปรากฏว่า สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ถือหุ้นมากสุดในกัลฟ์ฯ ซื้อหุ้นเพิ่มผ่านรายการ Big Lot จำนวน 33.5 ล้านหุ้น มูลค่าราว 1,980 ล้านบาท ในราคาเดียวกันคือ 59 บาท
ภาพที่เกิดขึ้นจึงคล้ายกับคนหนึ่งกำลังลดน้ำหนักการลงทุน ขณะที่อีกคนกำลังเพิ่มน้ำหนักการถือครอง
ถ้าย้อนดูประวัติการลงทุนของ Singtel ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะพบว่า เขาคือ บริษัทโทรคมนาคมระดับภูมิภาคที่มีนโยบายบริหารพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่อง
ในช่วงหลัง Singtel พยายามปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Recycling) หลายรายการ เพื่อนำเงินกลับไปลงทุนในธุรกิจหลัก รวมถึงธุรกิจดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล และ AI Infrastructure ที่กำลังเป็นเมกะเทรนด์ของโลก
ดังนั้นการขายหุ้นกัลฟ์ฯ จึงอาจเป็นเรื่องของ “การบริหารพอร์ต” มากกว่า “การประเมินอนาคตกัลฟ์ฯ”
เพราะหากต้องการขายเนื่องจากไม่เชื่อมั่นจริง การทยอยขายผ่านกระดานอาจทำได้ง่ายกว่า
ปุจฉาต่อมา คือ แล้วทำไมต้องขายตอนนี้
คำตอบหนึ่งอาจอยู่ที่ราคาหุ้นของกัลฟ์ฯ ครับ
กัลฟ์ฯ เป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้โดดเด่นในช่วงที่ผ่านมา หลังการควบรวมธุรกิจและการขยายไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ดาต้าเซ็นเตอร์ และดิจิทัล
เมื่อราคาหุ้นปรับขึ้นจนสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ
การขายบางส่วนเพื่อรับรู้กำไรจึงเป็นเรื่องปกติของนักลงทุนสถาบันทั่วโลก ไม่มีใครถือหุ้นตลอดไป แม้แต่ Warren Buffett ยังขายหุ้น Apple ออกมาบางส่วน เพราะหน้าที่ของผู้บริหารเงินคือ “ผลตอบแทน”
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ “สารัชถ์” ซื้อ
ว่ากันว่าในโลกการลงทุน ไม่มีใครรู้บริษัทดีไปกว่าผู้บริหาร โดยเฉพาะผู้ก่อตั้ง
การที่ สารัชถ์ ควักเงินเกือบ 2,000 ล้านบาท ซื้อหุ้นจึงเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะหากมองว่าหุ้นแพงเกินไป หรืออนาคตไม่สดใส คงไม่มีเหตุผลต้องนำเงินส่วนตัวจำนวนมากเข้ามาซื้อเพิ่ม
ดีลนี้จึงสะท้อน “ความเชื่อมั่น” มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
และอาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังตลาดว่า เจ้าของกิจการยังเชื่อว่ามูลค่าของกัลฟ์ฯ ในอนาคตสูงกว่าระดับราคาปัจจุบัน
ทว่า ตลาดมักมองผู้ขายมากกว่าผู้ซื้อ ซึ่งทุกครั้งที่มีการทำบิ๊กล็อต นักลงทุนมักโฟกัสว่า “ใครขาย”
แต่บางครั้งคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “ใครซื้อ” เพราะ 416 ล้านหุ้นไม่ได้หายไปไหน มันเพียงแค่ย้ายจากมือหนึ่งไปสู่อีกมือหนึ่ง
ถ้าผู้ซื้อไม่มีความเชื่อมั่นเพียงพอ ดีลระดับหลายหมื่นล้านบาทคงไม่เกิดขึ้น
จะว่าไปแล้ว ดีลนี้อาจไม่ใช่ข่าวร้ายอย่างที่ตลาดมองเหมือนในวันแรก เพราะฝั่ง Singtel มีเหตุผลทางธุรกิจในการปรับพอร์ตการลงทุนและปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์
ส่วนฝั่ง สารัชถ์ กำลังทำในสิ่งที่นักลงทุนชอบเห็นมากที่สุด
คือ “เอาเงินตัวเองซื้อหุ้นบริษัทตัวเองเพิ่ม”
นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า เวลามีหุ้นทำบิ๊กล็อต สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่กับคำถามเพียงว่า “ใครกำลังขาย”
แต่ควรเป็นคำถามว่า “ใครกำลังซื้อ” มากกว่า