
CGSI ชู IVL เด่นสุดปิโตรเคมี รับอีเทนต้นทุนต่ำหนุนกำไร
CGSI คงน้ำหนักลงทุนกลุ่มปิโตรเคมีไทยที่ “Neutral” หลังมองสเปรด PE/PP ยังมีแนวโน้มอ่อนตัว พร้อมชู IVL เด่นสุดในกลุ่ม จากจุดแข็งด้านการเข้าถึงอีเทนต้นทุนต่ำในสหรัฐฯ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนวโน้มกำลังการผลิตเอทิลีนใหม่ในจีนมีโอกาสเร่งตัวขึ้น หลังจีนเดินหน้าแผนปฏิบัติการเร่งยกระดับและปรับปรุงโรงงานปิโตรเคมีเก่าในช่วงปี 2569-2572 ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับแผนงานปี 2568-2569 ของกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ MIIT
ทั้งนี้ แผนดังกล่าวมุ่งเน้นการเร่งปรับปรุงโรงงานปิโตรเคมีเก่าทั่วประเทศ โดยแม้โรงงานบางแห่งจะมีอายุมากกว่า 20 ปี และคิดเป็นสัดส่วนราว 14% ของกำลังการผลิตเอทิลีนของจีนในปี 2568 แต่ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า จะไม่มีการบังคับปิดโรงงาน หากโรงงานเหล่านี้ยังสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านประสิทธิภาพพลังงานและการดำเนินงานได้ จึงประเมินว่าแผนปฏิบัติการดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อตลาดเอทิลีนทั้งในจีนและตลาดโลกในวงจำกัด
ฝ่ายวิเคราะห์ระบุว่า โครงการถ่านหินสู่โอเลฟินส์ หรือ Coal-to-Olefins (CTO) ของจีน ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ปิโตรเคมีที่มีความยืดหยุ่นสูงที่สุดในประเทศ สะท้อนจากอัตราการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 95% ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569 แม้เผชิญสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและการหยุดชะงักของวัตถุดิบ
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากต้นทุนถ่านหินในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่จีนมีเป้าหมายลดการพึ่งพาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ ส่งผลให้รัฐบาลจีนอาจอนุมัติโครงการ CTO เพิ่มเติม โดยปัจจุบันมีโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างการวางแผนรวม 7 โครงการ
นอกจากนี้ โครงการ CTO รุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้จีนสามารถพึ่งพาตนเองด้านการผลิตเคมีภัณฑ์ได้มากขึ้นในระยะยาว
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Chemical Market Analytics หรือ CMA ระบุว่า กำลังการผลิตเอทิลีนในภูมิภาคตะวันออกกลางที่หยุดเดินเครื่องนอกแผนแตะระดับสูงสุดที่ 28 ล้านตันต่อปี หรือประมาณ 12% ของกำลังการผลิตทั่วโลก แม้ยังไม่มีการประเมินความเสียหายอย่างเป็นทางการ แต่โรงงานบางแห่งที่ได้รับผลกระทบเริ่มเตรียมกลับมาเดินเครื่องแล้ว
อย่างไรก็ตาม โรงงานแครกเกอร์หลายแห่งในเอเชียได้เพิ่มอัตราการผลิตเช่นกัน ขณะที่อุปสงค์ปลายน้ำยังอยู่ในระดับอ่อนตัว ทำให้ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ PE หรือ polyethylene และ PP หรือ polypropylene ในอาเซียน จะยังทรงตัวในระดับต่ำที่ 272 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในเดือนมิถุนายน 2569 แม้ราคาน้ำมันและต้นทุนวัตถุดิบจะปรับตัวลดลง
CGSI มองว่า แม้แรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบมีแนวโน้มเริ่มผ่อนคลายลง แต่ยังคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มปิโตรเคมีไทยไว้ที่ “Neutral” เนื่องจากคาดว่าสเปรด PE/PP ในอาเซียนจะลดลงจาก 307 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปี 2569 เหลือ 283 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปี 2570 และ 239 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันในปี 2571
สำหรับหุ้นในกลุ่มปิโตรเคมี ฝ่ายวิเคราะห์ชื่นชอน บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL มากที่สุด เนื่องจากบริษัทสามารถเข้าถึงวัตถุดิบอีเทนต้นทุนต่ำในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ยังมีมุมมองเชิงลบต่อ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC ซึ่งมีโรงงานแครกเกอร์ที่ใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบ และมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงกว่า ท่ามกลางอุปสงค์ที่ยังอ่อนตัว
ทั้งนี้ กลุ่มปิโตรเคมีอาจมีปัจจัยบวกเพิ่มเติม หากอุปสงค์ PE/PP ฟื้นตัวดีกว่าคาด ขณะที่ความเสี่ยงด้านลบยังมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง