‘เกาหลีใต้’ เดิมพันอนาคตชิป-AI

กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนโฉมโลกและยกระดับกลายเป็น “สงครามเศรษฐกิจระดับชาติ” ที่ไม่มีใครยอมใคร..


กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนโฉมโลกและยกระดับกลายเป็น “สงครามเศรษฐกิจระดับชาติ” ที่ไม่มีใครยอมใคร..ล่าสุดยักษ์เทคเอเชีย อย่าง “เกาหลีใต้” ภายใต้การนำของประธานาธิบดี “อี แจมยอง” คือข้อพิสูจน์ชัดเจน เมื่อรัฐบาลประกาศแผนลงทุนมูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 39.9 ล้านล้านบาท) คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 2 ใน 3 ของมูลค่าจีดีพีประเทศ เพื่อสร้าง “นิคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์ข้อมูล AI แห่งใหม่” ทางตะวันตกเฉียงใต้ ยุทธศาสตร์นี้ไม่ใช่แค่การเดินเกมเพื่อผลกำไรระยะสั้น แต่คือการ “ทุ่มหมดหน้าตัก” เพื่อความอยู่รอดในศตวรรษหน้า..!!

“อี แจมยอง” ตอกย้ำว่า “ความเร็วคือหนทางเดียวในการอยู่รอด” สะท้อนถึงความกดดันที่เกาหลีใต้ กำลังเผชิญหน้า ในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำของชิปหน่วยความจำโลกผ่าน 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung และ SK Hynix แต่การจะรักษาบัลลังก์นี้ไว้ท่ามกลางการไล่ตามติดจากไต้หวัน, จีนและญี่ปุ่น จำเป็นต้องมีการปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่

แผนการสร้างโรงงานผลิต 4 แห่ง (Samsung 2 แห่ง และ SK Hynix 2 แห่ง) ด้วยเม็ดเงินรวม 800 ล้านล้านวอน จึงเป็นปราการด่านแรกที่จะรับประกันว่า ชิปเจเนอเรชั่น ถัดไปที่ป้อนให้ระบบ AI ของโลกอย่างกลุ่ม Google หรือ Meta จะยังคงประทับตรา Made in Korea ต่อไปอย่างไม่มีข้อกังขา..

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าตัวเลขเม็ดเงิน คือ “ยุทธศาสตร์การกระจายความเจริญ” ที่แฝงอยู่ในโครงการนี้ นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960-1970 เป็นต้นมา เกาหลีใต้ เผชิญปัญหาการเติบโตกระจุกตัวอยู่ในโซล จนทำให้หัวเมืองทางใต้อย่างภูมิภาคกวางจูและจอลลาเกิดภาวะซบเซาและประชากรลดลง การเลือกปักหมุดโครงการยักษ์ใหญ่พื้นที่นี่ จึงยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะพื้นที่ทางใต้ มีข้อได้เปรียบสำคัญ คือ แหล่งพลังงานหมุนเวียนที่อุดมสมบูรณ์ และศักยภาพการจัดส่งน้ำเพื่อการอุตสาหกรรมสูงถึง 1 ล้านตันต่อวัน ซึ่งตอบโจทย์อุตสาหกรรมชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ต้องการทั้งพลังงานสะอาดและน้ำหล่อเย็น..อย่างมหาศาล..

แต่เหรียญย่อมมี 2 ด้านเสมอ ท่ามกลางภาพฝันอันยิ่งใหญ่ นักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ต่างพากันออกมาตั้งคำถามถึงความท้าทายในโลกความเป็นจริง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “ทรัพยากรมนุษย์” ดังที่ศาสตราจารย์ อี จงฮวาน จากมหาวิทยาลัยซังมยอง เตือนไว้อย่างสนใจว่า แรงงานทักษะสูงและซัพพลายเออร์เกือบทั้งหมดในปัจจุบัน ล้วนใช้ชีวิตและหยั่งรากลึกอยู่ในโซล การจะสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ไฮเทค ตั้งแต่ศูนย์ในพื้นที่ชนบท อาจต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปี และหากรัฐบาลไม่มีมาตรการจูงใจ ที่จับต้องได้และคุ้มค่าพอ การจะดึงดูดให้วิศวกรระดับหัวกะทิยอมย้ายถิ่นฐานลงใต้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

สัญญาณเตือนภัยจากตลาดทุนโลกเกี่ยวกับภาวะ “โอเวอร์อินเวสต์” หรือการลงทุนมากเกินไปในกระแส AI จนเกินความต้องการจริง (AI Bubble) เริ่มส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีบางส่วน เกิดการปรับฐานช่วงนี้ นี่คือโจทย์ยากที่เกาหลีใต้ต้องบริหารความเสี่ยงให้ดี รวมถึงแรงกดดันภายในประเทศเรื่องการกระจายรายได้ โดยรัฐบาลมีแนวคิดจะนำภาษีส่วนเกินจากธุรกิจ AI ไปปันผลเป็นรายได้พื้นฐาน (Basic Income) ให้แก่ชุมชนเกษตรกรรมและประมงในท้องถิ่น เป็นแนวคิดที่ก้าวหน้าแต่ต้องพิสูจน์ว่าจะทำได้จริงหรือไม่ในเชิงปฏิบัติ

มหากาพย์การลงทุน 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความเร็วในการผลิตชิปหรือการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ที่มีกำลังไฟฟ้า 18.4 กิกะวัตต์เท่านั้น แต่หากทำสำเร็จโครงการนี้จะเป็นต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านประเทศที่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจมหภาค ควบคู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่หากก้าวพลาดท่ามกลางมรสุม การแข่งขันระดับโลกและภาวะฟองสบู่เทคโนโลยี เม็ดเงินเทียบเท่า 2 ใน 3 ของจีดีพีครั้งนี้ อาจกลายเป็นภาระอันหนักอึ้งที่คนรุ่นต่อไปของเกาหลีใต้ ต้องแบกรับไปอีกนาน..!!

Back to top button