KTC โยนหุ้นคนกันเอง

แว๊บแรก...เห็นธุรกรรมการขายหุ้นบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ของ “มงคล ประกิตชัยวัฒนา” นักลงทุนรายใหญ่ผ่านแบบการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของ ก.ล.ต.


แว๊บแรก…เห็นธุรกรรมการขายหุ้นบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ของ “มงคล ประกิตชัยวัฒนา” นักลงทุนรายใหญ่ผ่านแบบการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ของ ก.ล.ต. คิดว่า “หมอพงศ์ศักดิ์ ธรรมธัชอารี” หมอนักลงทุนขาใหญ่ เข้ามารับไม้ต่อตามกระแสข่าวที่ลือกันในห้องค้าซะอีก…

โดยวันก่อนมี Big lot หุ้น KTC จำนวน 20 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 35.00 บาท คิดเป็นมูลค่า 700 ล้านบาท เลยมีการจับโยงกันว่า “หมอพงศ์ศักดิ์” ซึ่งเพิ่งได้เงินจากการขาย Big lot หุ้นบริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 จำนวน 118 ล้านหุ้นคิดเป็น 5.0048% ที่ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 28.75 บาท ให้แก่บริษัท แพลนบี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB คิดเป็นมูลค่า 3,392.50 ล้านบาท เจียดเงินมาซื้อหุ้น KTC..!!

สุดท้ายโอละพ่อ…เพราะคนที่มารับ Big lot ก้อนนั้นไป ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “ฉันทนา จิรัฐิติภัทร์” นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า หรือสาย VI และเป็นที่รู้จักในฐานะศรีภรรยา “มงคล” นั่นเอง

ส่งผลให้ “ฉันทนา” ถือหุ้น  KTC เพิ่มเป็น 2.1456% จากเดิมถือ 1.37% ในขณะที่ “มงคล” เหลือถือ 4.2391% จากเดิมถือ 5.0148%

แต่ก็น่าขบคิด “มงคล” มีความจำเป็นอะไร..?? ทำไมต้องขายหุ้น KTC ด้วยล่ะ..?? แม้จะเป็นการขายให้ภรรยาก็เถอะ..!!

แล้วที่น่าจับตา หลังจากนี้ “มงคล” จะขายหุ้นออกมาอีกหรือเปล่า..?? ซึ่งต่อนี้ไปคงรู้ได้ยากแล้ว เนื่องจากถือหุ้นต่ำกว่า 5% จึงไม่ต้องรายงานธุรกรรมซื้อหรือขายต่อ ก.ล.ต. แล้ว…โน่นกว่าจะรู้ ก็ต้องรอจนกว่าบริษัทปิดสมุดบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นนั่นแหละ…

ขณะที่ไปส่องปัจจัยพื้นฐานของ KTC ยังแข็งแกร่ง ทั้งโบรกฯ ไทย และโบรกฯ นอก พาเหรดกันปรับมุมมองเชิงบวกต่อ KTC

อย่างเจพีมอร์แกน (JPMorgan) ให้คำแนะนำ Overweight แก่ KTC และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 39.00 บาท จากเดิมที่ 36.00 บาท พร้อมปรับประมาณการกำไรของบริษัทภายหลังทบทวนมุมมองเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อ (loan growth) และสมมติฐานต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ  (credit cost) ที่ปรับปรุงใหม่

โดยการปรับประมาณการในเชิงบวกนี้ เป็นผลมาจากการคาดการณ์ที่ดีขึ้นของการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ (loan portfolio) และคาดการณ์ว่าต้นทุนความเสี่ยงจากการให้สินเชื่อ (credit cost) จะลดลง ขณะที่สะท้อนการปรับเพิ่มกำไรต่อหุ้น (EPS: Earnings Per Share) สำหรับปี 2569 ที่ 0.4% และมีการปรับเพิ่มอีก 3.9% และ 4.4% สำหรับปี 2570 และ 2571 ตามลำดับ

สอดคล้องกับบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKPS ที่ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 38 บาท จากเดิมที่ 35 บาท โดยประเมินการเติบโตของสินเชื่อรวมจะอยู่ที่ระดับ 1% ต่อปี ในช่วงปี 2569-2570 และจะขยับเพิ่มขึ้นเป็น 1.9% ในปี 2571 

ขณะที่กำไรสุทธิในไตรมาส 2/2569 คาดอยู่ที่ 2,200 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รับปัจจัยเชิงบวกจากหลายด้าน ทั้งต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรที่แข็งแกร่งยืดหยุ่น คุณภาพสินทรัพย์ที่ทรงตัว และอัตราภาษีที่กลับสู่ระดับปกติ

โดย KTC ยังคงสร้างผลงานด้านการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตได้โดดเด่นกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรม แม้ว่าภาวะการบริโภคโดยรวมจะชะลอตัวลงก็ตาม ซึ่งสะท้อนมาจากการยกระดับโครงสร้างกลุ่มลูกค้าให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยในปัจจุบันกลุ่มผู้ถือบัตรที่มีรายได้สูงซึ่งมีสัดส่วนราว 20% ของพอร์ตโฟลิโอ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ยอดการใช้จ่ายสูงขึ้น 

เรียกว่าเป็นหุ้นที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง แถมจ่ายปันผลดิวิเดนด์ยีลด์ล่าสุดเกือบ 5%

อ้าว…แล้วทำไม “มงคล” ขายหุ้นเสียล่ะ..??

จะบอกว่าเป็นการปรับพอร์ต…ก็ไม่น่าจะใช่หรอกมั้ง..??

ซึ่งคนที่รู้ดีอยู่แก่ใจคงเป็น “มงคล” และ “ฉันทนา” แหละ… 

…อิ อิ อิ…

Back to top button