
กำไรไม่โต โดนขายยับ
ดูเหมือนสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยจะพลิกผันอย่างน่าตกใจ เพราะหุ้นแบงก์ที่เคยคิดว่า งบไตรมาส 2 จะออกมาดี แต่เอาเข้าจริงกำไรดันลดเฉยเลย
ดูเหมือนสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยจะพลิกผันอย่างน่าตกใจ เพราะหุ้นแบงก์ที่เคยคิดว่า งบไตรมาส 2 จะออกมาดี แต่เอาเข้าจริงกำไรดันลดเฉยเลย ซึ่งเป็นแรงกดดันที่ทำให้นักลงทุนสถาบันต้องเทหุ้นออกมาก่อน ขณะเดียวกันก็ทำให้นักลงทุนเกิดความลังเลใจว่า กำไรของบริษัทอื่น ๆ จะโตไหม? วานนี้จึงเห็นดัชนีย่อตัวลงมาปิดที่ระดับ 1,639.34 จุด ลบไป 13.63 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.17 แสนล้านบาทไงล่ะคะ
วันนี้เลยขอเริ่มจากแบงก์เขียว KBANK ที่กำไรไตรมาส 2 ปี 69 ดูดีกว่าไตรมาส 2 ปี 68 แต่เมื่อเจาะลึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันจะเห็นว่า ตัวเลขสินเชื่อชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด แถมยังมีเรื่องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เข้ามากดดันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ให้แคบลงกว่าปีก่อน จึงทำให้ภาพรวมยังไม่ดึงดูดใจให้เคาะขวาในช่วงที่ย่อตัวลงมา เพราะสถานการณ์บางอย่างไม่เป็นเหมือนที่คิดนะซี
รายถัดมาคือ SCB ซึ่งตั้งการ์ดสูงจนตัวโก่ง! แม้กำไรดูเหมือนจะประคองตัวได้ แต่ไส้ในยังมีแรงกดดันจากการตั้งสำรองที่ยังคงอยู่ในระดับสูงเพื่อรองรับความเสี่ยงกลุ่มลูกค้ารายย่อย อีกทั้งยานแม่พยายามดันลูก ๆ ให้โตอย่างแข็งแกร่ง แต่ภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวจนปั๊มไม่ขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นักลงทุนชิงขายหุ้นออกมาก่อน เพื่อรอดูสถานการณ์ให้แน่ใจอีกนิดหนึ่งเจ้าค่ะ
ที่หนักสุดคงเป็นรายของแบงก์สีน้ำเงิน BBL ซึ่งปกติขึ้นชื่อเรื่องความเป็น “ยักษ์ใหญ่ใจนิ่ง” ปล่อยกู้รายใหญ่เป็นหลัก สำรองหนี้ไว้หนาแน่นจนเซฟเฮาส์ยังอาย แต่พอเปิดงบล่าสุดในครึ่งแรกปี 69 ออกมาปุ๊บ…อุ๊ยตายวายกรี๊ด! กำไรร่วงไปถึง 16.2% โดยลงอยู่ที่ระ 2.04 หมื่นล้านบาท แถมไส้ในเฉพาะไตรมาส 2 โดนหั่นลงไปเกือบ 20% จึงโดนถล่มขายแบบไม่มีเยื่อใย เพราะนักเล่นกังวลว่า ไตรมาส 3 อาจหนักหว่านี้เจ้าค่ะ
ส่วนในรายของ KTB โดนแรงกดดันจัง ๆ จากการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐในช่วงก่อนหน้านี้ที่ล่าช้า ทำให้สินเชื่อภาครัฐและรายใหญ่ที่เป็นจุดเด่นวิ่งช้าลง บวกกับการขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมไม่ไหลลื่นเหมือนที่คาดหวัง ส่งผลให้ภาพรวมที่ออกมาเป็นลักษณะสินเชื่อโตแผ่ว แถมเจอมาตรการรัฐบีบหัวใจ เลยทำให้นักลงทุนที่หวังจะเห็นหุ้นขึ้นไปเรื่อย ๆ คงต้องคิดหนักแล้วนะคะ
ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” อยากเอ่ยถึงบัตรรูดปรื๊ดอย่าง KTC ขึ้นมาทันที เพราะรายนี้ผลงานออกมาค่อนข้างดี และมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นไปอีกในไตรมาสถัดไป แต่ด้วยสถานการณ์ของตลาดหุ้นที่มีความกังวลต่อเศรษฐกิจในไตรมาส 3 จึงกลายเป็นหุ้นที่ถูกขายออกมาก่อนเช่นกัน และทำให้นักเล่นบางกลุ่มเลือกที่จะอยู่นิ่ง ๆ เพื่อรอให้สถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายไปก่อนพะยะค่ะ
ส่วนรายที่อยู่นิ่งไม่ไหวอย่าง AAV ก็มีประเด็นให้ต้องคิดไม่แพ้กัน แม้ตัวเลขท่องเที่ยวจะฟื้นตัวดูดี แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ทั้งค่าเช่าเครื่องบินที่เพิ่มขึ้น และต้นทุนน้ำมันที่ผันผวนสูงจากสถานการณ์สงคราม จนหลายคนประเมินว่า หากเปิดงบมาคงเจอเรื่องต้นทุนสูบกำไรเกลี้ยงเป็นแน่แท้ จึงเป็นที่มาในการแซวแบบติดตลกว่า ‘บินดีแต่ไม่มีตังค์’..ทราบแล้วเปลี่ยนเจ้าค่ะ
ปิดท้ายกันที่หุ้นปาล์มกันดีกว่า เพราะมีการพูดกันว่า ไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ของปี 69 มีโอกาสออกได้ “สองหน้าสองอารมณ์” โดยทุกคนรับรู้มาตลอดว่า ในไตรมาส 2 คือช่วงพีก ขณะเดียวกันก็มีเรื่องให้คิดหนัก เมื่อมีการพูดกันว่าราคาขายปลายทางไม่ได้สูงเหมือนที่หวัง แต่ต้นทุนการรับซื้อผลปาล์มสดยังสูง เลยเกิดภาวะ “บีบหัวใจ” และอาจทำให้งบ ไม่ได้หวือหวาวี๊ดวิ้ว..จริงเท็จประการใด ตามดูกันเอาเองนะจ๊ะ
โมนิก้าและทีมงาน